รีวิว Yumi and the Nightmare Painter นิยายฟากตะวันตกแฟนตาซีสลับร่างกลิ่นอนิเมะญี่ปุ่นเหรอ? จัดมา !

ปก Yumi and the Nightmare Painter

มากันอีกหนึ่งผลงานลับของ Brandon Sanderson ที่เขียนตอนโควิด ซึ่งปี 2024 นี้เราตะลุยอ่านเรื่องที่แบรนดอนบอกว่าควรอ่านให้จบก่อนไปเริ่ม Words of Radiance นะ (The Stormlight Archive เล่ม 2) จากบทความรีวิวตัวก่อนที่เรารีวิว Tress of the Emerald Sea นิยายสายเขียวธีมผจญภัยโจรสลัดเล่มเดียวจบ (ที่เรียกสายเขียวเพราะปกมันสีเขียว แล้วเซตติ้งก็เป็นทะเลเขียวอ่านะ 🤣🤣) บทความรีวิวตัวนี้จะมาในนิยายธีมอนิเมะญี่ปุ่นกันบ้าง ! นั่นคือ Yumi and the Nightmare Painter ว่าแล้วก้อออ ลุ๊ยยย

🪨 เนื้อเรื่องย่อ 🎨

พรตสาวทรงพลังกับวิชาเรียงหินเพื่อติดต่อกับภูตพราย

เมืองโทริโอะ(Torio) ดินแดนแห่งธรรมชาติที่ห้อมล้อมด้วยวิญญาณและเหล่าภูติ วิถีชีวิตของชาวเมืองใช้ชีวิตอยู่กับการฝึกจิตและสมาธิ

ยูมิ(Yumi) นักพรตผู้มีตำแหน่ง โยกิฮิโจ(yoki-hijo) เธอสามารถอัญเชิญเหล่าภูติผีวิญญาณได้ผ่านการจัดเรียงก้อนหินเป็นชั้นๆ และคณะของเธอจะเดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อคอยช่วยเหลือชาวบ้านผู้เดือดร้อนผ่านการแลกเปลี่ยนข้อตกลงกับภูติพราย

อีกฟากหนึ่ง คิราฮิโตะ(Kilahito) มหานครที่พร้อมกับเทคโนโลยีแสนล้ำสมัย คิราฮิโตะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความมืดและเหล่าปีศาจฝันร้าย (Nightmare) จะคอยแอบย่างกรายเข้ามากลืนกินมนุษย์ในเมือง นิคาโระ(Nikaro) หรืออีกฉายาว่า เพนท์เตอร์ (Painter ถ้าเรียกให้เข้าความไทยๆ หน่อยๆ คือคุณจิตรกร ซึ่งในบล็อกนี้ เราจะเรียกฉายของเค้าให้บ่อยกว่าชื่อจริงละกัน เพราะในหนังสือก็ใช้ฉายาบ่อยกว่าชื่อจริง)

จิตรกรคอยลาดตะเวนรอบเมืองเพื่อผนึกเหล่ามารฝันร้ายพวกนี้ผ่านการเสกสรรรูปวาดไม้ไผ่ จะบอกว่านิคาโระทำอาชีพ จิตรกรผนึกมาร ก็ได้ล่ะนะ 😂😂😂 ข้าคือจูจุทสึเวอร์ชั่นจิตรกร !

ชีวิตทั้งสองก็ดูจะไม่เกี่ยวอะไร ทางใครทางมันแต่แล้วจู่ๆ โชคชะตาของยูมิกับคุณจิตรกรที่ดูอยู่กันคนละโลกก็เกิดสลับร่างขึ้น ! (เหล่าคนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นคงคิดละ…ชั้นเจอมุกสลับร่างอีกแล้วรึนี่ 5555)

ในเมืองโทริโอะ วิญญาณของจิตรกรจะอยู่ในร่างของยูมิ ทุกคนในเมืองเห็นว่าเขาเป็นยูมิ แต่ข้างในคือนายจิตรกร

และในเมืองคิราฮิโตะ มันก็น่าจะเป็นวิญญาณยูมิอยู่ในร่างจิตรกรและทุกคนในเมืองเห็นเธอเป็นร่างจิตรกรใช่มั้ยล่ะ? แต่ไม่ใช่ ในคิราฮิโตะ ทุกคนเห็นยูมิเป็นร่างยูมิเหมือนเดิมนี่แหละ ราวกับว่าเธอถูกวาร์ปมาอีกเมืองซะงั้น…

ยูมิผู้ต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เลยต้องตีเนียนว่าเป็นน้องสาวของคุณจิตรกร 😂 ส่วนจิตรกรที่ดันไปสิงร่างยูมิอยู่ก็ต้องหาทางตีเนียนเอาตัวรอดจากเหล่าคนใช้ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช แล้วจะทำไงกับภารกิจช่วยชาวบ้าน กับวิชาเรียงหินเป็นชั้นๆ ที่ทำไม่เป็นดีละเนี่ย….แหม ก็…งานฝีมือพวกนี้มันทำได้ง่ายๆ ซะที่ไหนกันเล่า !

เอาล่ะ วุ่นวายตาลปัตรกันขนาดนี้ ทั้งสองจะหาทางกลับร่างเดิมได้ยังไงนะ? แถมไปๆมาๆ พวกเขาทั้งสองดูจะได้ไปพัวพันกับอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดซะแล้วล่ะเนี่ยยยยย

ออกไป๊ ไอ้พวกฝันร้าย !

🪨 ความรู้สึกหลังอ่านจบ 🎨

กล้าอวยว่าเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเดียวจบที่อ่านสนุกจริ๊งงงง ไม่จ้อจี้ !!! จากที่เราเปรยไว้ในช่วงต้นของบทความว่ามันมีกลิ่นอายการ์ตูนญี่ปุ่นสูง เดิมทีเราที่เป็นคนตามการ์ตูน/อนิเมะญี่ปุ่นอยู่แล้วด้วยเลย มันจึงเป็นองค์ประกอบที่เราคุ้ยเคยเป็นอย่างดี (ว่าแล้วก็ขอ Tie-in บล็อกเราฝั่งรีวิวอนิเมะ คลิกๆ)

ไม่ว่าจะจังหวะจะโคน เคมีตัวละครที่ต้องมีตีๆ กันก่อนกว่าจะมาคืนดี มุกเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ชวนอมยิ้ม(ยังไม่ถึงกับชวนรำคาญ) นิสัยเปิ่นสไตล์การ์ตูนๆ รึซีนขาประจำที่เรามักเจอตามอนิเม เช่น เที่ยวงานวัดเอย อาบน้ำออนเซ็นเอย (ที่ไม่ใช่ฉากเซอร์วิสแบบเข้าไปจ๊ะเอ๋ตัวละครกำลังอาบน้ำอยู่แบบนั้น) พอมาผสมโรงกับการเขียนแฟนตาซีของแบรนดอน ทำให้เรื่องนี้ Mix & Match ออกมาได้เข้าท่าเข้าที

🪨 เซตติ้งในเรื่องที่แฝงกลิ่นอายเอเชีย 🎨

การสร้างเซตติ้งนั้นหายห่วงสำหรับนักเขียนท่านนี้ได้เลย เพราะแกเป็นคนประดิษฐ์เซตติ้งในนิยายแต่ละเรื่องได้อย่างละเมียดละไม เรื่องนี้เองก็เช่นกัน สถานที่ที่มีบทบาทหลักๆ มีอยู่สองแห่งคือเมือง โทริโอะ กับ คิราฮิโตะ ที่อ่านๆ ไป เอาดีๆ ให้ความรู้สึกว่า โทริโอะ มีความเกาหลีเวอร์ชั่นย้อนยุค เหมือนกำลังดูซีรีส์เกาหลีพีเรียดสมัยโชซอน ชื่อตัวละครในเมืองมีทั้ง แชยอน, ฮวังจี, ลียุน(ถ้าเอาตามเสียงเกาหลี เดาว่าจริงๆ ตัวละครตัวนี้ต้องออกเสียงว่า อียุน [이윤] แต่ภาษาอังกฤษมักถอดว่าคำ อี มาเป็น ลี) หรือเครื่องแต่งกายที่ยูมิใส่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนชุดฮันบก

ส่วนฟากคิราฮิโตะเองก็เหมือนญี่ปุ่นชัดๆ แต่เป็นเมืองอนาคต รายล้อมด้วยแสงสีนีออนกลิ่น Cyberpunk โชยมากมาย ชื่อตัวละครในเมืองเช่น มาซากะ, อากาเนะ, โทจิน มีแค่ชื่อนิคาโระของพระเอกนี่แหละ ที่ดูไม่ซ้ำใครสุด 55555

จิตรกรกำลังฝึกวิชาเรียงหินซึ่งน่าจะอิงความเชื่อเกาหลี
“เจดีย์แห่งความปรารถนา โซมังทลทั่บ” (소망돌탑)
รูปจาก Pixabay

องค์ประกอบในหนังสือถูกออกแบบไปจนถึงการใช้ระดับภาษาในเรื่อง เนื่องจากนี่เป็นนิยายภาษาอังกฤษแต่เซตติ้งมันแสนจะเอเชี้ย เอเชีย ซึ่งโดยปกติ ระดับภาษาในเกาหลี/ญี่ปุ่นมันก็ซับซ้อนซะด้วย เช่นมีการพูดคำว่า ฉัน ที่มีทั้งระดับคำหยาบ, ระดับปกติ ยันคำสุภาพ ซึ่งในหนังสือ ตัวผู้บรรยายเอง (ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวละครขาประจำของคนเขียนอย่าง Hoid คนดีคนเดิม) จะกำชับทำนองว่า

เนี่ย จริงๆ ที่นี่เวลาเค้าคุยกัน เค้ามีระดับภาษาที่ละเอียดลออนะ เช่น ขอโทษของเค้า มีขอโทษตั้งแต่ขอโทษแบบขอไปที หรือขอโทษแบบจริงจังมากๆๆๆ แต่พอผมต้องเล่าเป็นภาษาที่เราคุยกันอันแสนน่าเบื่ออยู่ตอนนี้(ก็คืออังกฤษที่เราอ่านอยู่) ผมจะใส่คำขยายกำกับไปว่า lowly sorry (ขอโทษระดับเบาๆ) แทน พอมันไม่มีคำเทียบเป๊ะๆ มันเลยฟังดูทะแม่งๆ ซะหน่อย แต่ผมพยายามสุดๆ อยู่นะคร้าบบบ

เฮ้อ ฮอยนี่มันฮอยจริงๆ ! 555555 (ในหนังสือ Hoid ไม่ได้ยกตัวอย่างเป็น คำขอโทษ หรอก เราขยายความให้เห็นภาพมากขึ้นเฉยๆ)

จิตรกรผู้เขินอายกับความน่ารักๆตอนลองชุดของยูมิในร้านเสื้อผ้า

🪨กิมมิคสลับร่างที่มีการดัดแปลงให้ไม่จำเจ 🎨

แม้กิมมิคประจำเรื่องจะเล่นกับความสลับร่างซึ่งเป็นมุกที่หลายๆ คนอาจรู้สึกจำเจ แต่มันไม่ได้สลับร่างตรงไปตรงมาจนคาดเดาได้เบอร์นั้นเพราะคนเขียนใส่เงื่อนไขให้มันจุกจิกยิ่งขึ้น (ซึ่งแกก็เฉลยที่มาที่ไปในช่วงปลายเรื่องด้วยนะ แต่เป็นยังไงต้องไปอ่านเอง) เช่นแม้ทั้งสองจะสลับร่างกันก็จริง แต่มันไม่ใช่ว่ายูมิวาร์ปไปอยู่คิราฮิโตะแล้วจะต้องเอาหาทางตัวรอดคนเดียวเหมือนตามที่เราเห็นในอนิเมเรื่องอื่น แต่มันมีวิญญาณคุณจิตรกรยืนอยู่ข้างๆ เป็นพรายกระซิบด้วย เอ้อออ ในทางกลับกัน ที่เมืองโทริโอะ แม้จิตรกรจะอยู่ในร่างของยูมิ แต่เวลาคนรับใช้มาซักไซร้จิตรกร เค้าก็ตีเนียนเล่นบทบาทยูมิได้สบายๆ เพราะมีวิญญาณพรายกระซิบอย่างยูมิคอยใบ้อยู่ว่าควรต้องตอบแบบไหนให้ไม่ดูผิดสังเกต 5555

ทีนี้มันจะยากตรงวิชางานฝีมือเช่นวิชาเรียงหินแทนนี่แหละ เพราะมันเป็นงานฝีมือที่วิญญาณยูมิเข้าไปจับหินไม่ได้(ไม่มีกายหยาบ) จิตรกรจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการฝึกหัดวิชาเรียงหินตั้งแต่ศูนย์ใหม่

เช่นเดียวกัน ยูมิ ผู้สลับมาในเมืองคิลาฮิโตะและไม่เคยจับด้ามพู่กันมาก่อนก็ต้องมาเรียนรู้วิธีวาดรูปจากจิตรกร นี่จึงไม่ใช่การสลับร่างแบบที่เราคุ้นเคย เพราะมันเป็นสถานการณ์ที่คนทั้งสองคนอยู่ในสถานที่เดียวกันนี่แหละ แค่คนนึงเป็นวิญญาณส่วนอีกคนอยู่ในกายหยาบ(แต่สิงผิดร่าง) และต้องเอาตัวรอดไปด้วยกันนั่นเอง



จิตรกรสอนยูมิวาดรูป

เมื่อยูมิผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย จู่ๆมาเจอทีวีเอย เครื่องทำน้ำอุ่นเอย ชุดเครื่องแต่งกายที่หน้าตาแปลกๆ นางก็ช็อกไปสิ โอ้วววว สิ่งนี้มันสัตว์ประหลาดหรืออะไร 5555 นางมีการเอาเสื้อกันหนาวมาผูกให้หลวมโคร่งๆด้วยนะ เพราะนางชินกับการสวมชุดพองๆตอนอยู่โทริโอะ 55555 ใส่เดินออกไปข้างนอกแบบนี้ ชาวบ้านก็มองแปลกๆดิ 🤣🤣🤣

เข้าช่วงปลายเล่ม มีการเปิดเผยว่าทำไมพอจิตรกรสลับไปอยู่ในโทริโอะ คนถึงเห็นเค้าอยู่ในร่างยูมิ แต่พอยูมิสลับมาคิราฮิโตะ ทำไมคนอื่นจึงยังเห็นยูมิเป็นร่างยูมิอยู่ นั่นก็เพราะ

แม้เรื่องนี้จะไม่ได้ใส่เกมส์การเมืองหรือฉากแอ๊คชั่นเด็ดดวงที่เล่าเป็นฉากๆเหมือนนิยายซีรีส์หลัก แต่มันก็มีโทนสบายๆ จังหวะสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นที่อ่านบันเทิงได้ในแบบของมันโดยไม่ต้องพึ่งองค์ประกอบเหล่านั้น

🪨จุดหักคะแนน 🎨

จุดที่ชวนให้หักคะแนนคือการ Infodump ในกลางเล่มที่จู่ๆ ก็เฉลยปมขึ้นมาโดยโยนทฤษฎีจำนวนมหาศาลเข้ามาให้ มันเยอะจนถึงขนาดคนบรรยายถึงกับแทรกขึ้นมาแล้วก็พูดว่า

“ผมรู้นะว่าคุณกำลังทำหน้างงสุดกู่ มาๆ เดี๋ยวผมเล่าให้คุณกระจ่างเอง”

เสมือนว่าเราๆ นักอ่านกำลังนั่งฟังเลคเชอร์ของพี่แก 😂😂 แน่นอนว่าการที่จู่ๆ เอาระเบิดมาลงในตู้มเดียวก็ทำใหย่อยยากเสียศูนย์ไปพอสมควร จนเราต้องมานั่งพักหายใจแล้วฮึบอ่านทำความเข้าใจส่วนนั้นใหม่ จึงทำให้การอ่านเสียจังหวะไป

🪨เล่มนี้เหมาะกับคนที่ไม่เคยอ่านงานคนเขียนคนนี้มาก่อนไหม?🎨

จากประเด็นข้างบนนี้เอง ทำให้เรามองว่า หนังสือเล่มนี้มีความหนักในทางทฤษฎี Cosmere พอสมควร จึงทำให้ไม่ได้เฟรนด์ลี่ต่อผู้อ่านหน้าใหม่นักหากจะหยิบเรื่องนี้เป็นเล่มแรก (ถ้าต้องการความเฟรนด์ลี่สำหรับคนเริ่มเข้าวงการ ไปอ่าน Tress of the Emerald Sea(รีวิว) จะเป็นมิตรกว่า)

เพราะมันจะเจอกลิ่นอายญี่ปุ่นๆที่คุณคุ้นเคย แค่ต้องทำใจในช่วงกลางเรื่องที่มันอาจทำให้จังหวะการอ่านคุณสะดุดได้

🪨 อนิเม/การ์ตูน/เกมส์ที่เป็นตัวจุดประกายในเรื่องนี้ 🎨

Pop Culture ฝั่งญีปุ่นที่ส่งอิทธิพลให้นิยาย Yumi and the Nightmare Painter

ในบทท้ายเล่ม แบรนดอนเล่าว่าจุด Spark Joy ของ Yumi and the Nightmare Painter มีตั้งแต่ที่ภรรยาเค้าทักว่า “เขียนบท Romance เข้มข้นๆ สักหน่อยซิคะ” 😂😂😂 จึงทำให้นิยายเล่มนี้มีความหวานๆ กลิ่นโรแมนซ์ชัดกว่าเรื่องอื่นก็ว่าได้ (ว่าบาป เราอินกับเคมีของคู่นี้อยู่เหมือนกันนะ ดูบิ๊วไม่ฝืนดี รู้สึกธรรมชาติกว่า Mistborn ภาคแรก(รีวิว) 555555 เคมีอมยิ้มจนชวนคิดถึงเลยว่าอยากเห็นสองคนนี้โผล่มารับเชิญในเล่มอื่น ๆ อีกจัง 5555)

นอกเหนือจากนั้น แบรนดอนก็หยิบส่วนประกอบบางอย่างของ Final Fantasy X หนึ่งในเกมส์โปรดของเค้า มาต่อยอดให้นิยายเรื่องนี้ เค้าบอกว่าโจทย์ของเค้าคืออยากลองเขียน วันๆ ของพนักงานเงินเดือนในโลกแฟนตาซีว่าทำอะไรบ้าง เช่นในเกมส์ FF ฝั่งพระเอกเป็นนักกีฬาในกีฬาสมมุติของเกมส์ ส่วนนางเอกทำหน้าที่คล้ายกับคนสวดส่งวิญญาณไปสู่สุคติ โดยในหนังสือเล่มนี้เอง เราจะได้เห็นบทบาทที่วันๆของยูมิ ต้องออกพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน หรือจิตรกรคอยลาดตะเวนปราบมารฝันร้ายไม่ให้ทำร้ายชาวเมือง

อีกเรื่องคือ ฮิคารุเซียนโกะ หนึ่งในการ์ตูนสุดแมสที่เคยทำคนไทยอินเกมส์โกะ(หมากล้อม) จนโรงเรียนหลาย ๆ แห่งถึงกับมีชมรมโกะและจัดแข่งทัวร์นาเมนต์ระหว่างโรงเรียนกันอย่างยิ่งใหญ่ในยุคที่มันเข้ามาฉายแรกๆ มังงะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนร่วมงานแบรนดอนเชียร์ให้เค้าอ่าน

ซึ่งแบรนดอนหยิบกิมมิคของการที่ “คนรู้วิชาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะไม่มีร่างกายหยาบ จึงต้องถ่ายทอดวิชาให้คนอื่น” เหมือนกับในเรื่องที่ ซาอิ วิญญาณเซียนโกะต้องมาคายตะขาบสอนวิชาโกะให้แก่ ฮิคารุ พระเอกที่ไม่เคยกระทั่งจับเม็ดโกะมาก่อนด้วยซ้ำ

Fun fact: ชื่อนางเอก Yumi อิงมาจากชื่อ Yuna นางเอกใน Final Fantasy X และจากผู้แต่งฮิคารุเซียนโกะ (Yumi Hotta)

บรรยากาศในร้านราเม็งของ Design และผองเพื่อนนักผนึกมารที่นั่งข้างหลัง


และถ้าพูดถึงมุก “สลับร่าง” ซึ่งเป็นธีมหลักของเรื่องนี้ และเป็นมุกที่เราเห็นได้บ่อยๆ ในวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องที่โด่งดังจนแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้คลุกคลีในวงการการ์ตูนญี่ปุ่นก็ต้องร้องอ๋อ ๆ บ้าง คงไม่พ้นภาพยนตร์ Your Name ของ Makoto Shinkai ซึ่งนี่เป็นอีกเรื่องที่ส่งอิทธิพล เพียงแต่แบรนดอนไม่ได้ใช้มุกสลับร่างแบบเดิมๆ ก็ถ้าเขียนสลับร่างแบบเดิมๆ ทั้งจิตรกรทั้งยูมิต่างต้องเอาตัวรอดด้วยตัวคนเดียวเองนะซิ แบรนดอนอยากขยี้ความมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเยอะๆ จึงปรับมุกให้มันมีลูกเล่นมากขึ้น ด้วยการให้คนนึงเป็นวิญญาณออกจากร่าง ส่วนอีกคนอยู่ผิดเมืองซะเอง จะได้บิ๊วเคมีสองคนนี้ได้อย่างปะติดปะต่อด้วย ไม่งั้นจะคุยกันยังไงถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน (เออ ก็เข้าใจคิด)

ภาพประกอบสวยตาแตก

🪨 สรุปรีวิว Yumi and the Nightmare Painter 🎨

นี่คือนิยายแฟนตาซีที่ผสมผสานกลิ่นอายการ์ตูนญี่ปุ่น และแฟนตาซีช่างประดิษฐ์ประดอยเซตติ้งของแบรนดอนได้อย่างลงตัว แม้มันจะไม่หนักในด้านการเมือง หรือคิวบู๊ที่เล่าเป็นฉากๆ เหมือนซีรีส์หลักเพราะนี่เป็นนิยายเสริมจักรวาลเล่มเดียวจบ แต่การได้อ่านเคมีน่ารัก ๆ ที่สร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกล่อม บรรยากาศเมือง, วัฒนธรรม, ระบบเวทย์มนตร์ที่คนเขียนออกแบบไว้น่าสนใจก็ถัวกันได้ลงตัว แลกมากับช่วงกลางเรื่องที่เปิดเผยปมอันมหึมาจนอาจทำให้คนอ่านมึนจนต้องวนกลับไปอ่านใหม่อีกรอบเล็กน้อย แต่มันก็ยังเป็นนิยายแฟนตาซีธีมสลับร่างที่เหมาะแก่การมาลองชิมลางจริตงานเขียนของ Brandon Sanderson ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่ด้วยแล้ว

ที่สำคัญงานวาดประกอบเล่มวาดโดยคุณ Aliya Chen วาดสวยตาแตกม้ากกก (คนวาดเป็นแฟนซีรีส์ The Stormlight Archive ของลุงด้วยนะ) มีอีกหลายรูปที่เราไม่ได้ใส่เข้ามา ไปตำำำำ

คะแนน (★★★★☆)

ยูมิจังกับนิคาโระคุง
ผลงาน Fanart วาดโดย TheNerdyAlchemist

ติดตามรีวิวหนังสือเราและคุยกันต่อได้ที่ goodreads | About Me

แหล่งซื้อหนังสือ + บทความอื่นๆ

📌 เริ่มอ่านนิยายแฟนตาซีของ Brandon Sanderson เริ่มยังไงดี ?

🥦 รีวิว Tress of the Emerald Sea ถอนสมอ ออกเรือ ชั้นจะไปช่วยชาร์ลียอดหวานใจให้ได้เลย !

⚔️ รีวิว The Emperor’s Soul ยัยต้มตุ๋นกับภารกิจเสกวิญญาณองค์จักรพรรดิ์ภายใน 100 วัน !

🪐 รีวิวผลงานอื่นๆ ของ Brandon Sanderson

📚 ซื้อหนังสือ Yumi and the Nightmare Painter แบบเล่มบน Kinokuniya
📚 รีวิว หนังสือ Yumi and the Nightmare Painter มีอยู่บน Goodreads ด้วยเช่นกัน
📚 อ่านรีวิวฉบับสั้นเล่มอื่นๆ: https://gleegmjournal.com/category/review/book/

Loading

GleeGM

My journal on personal life and interests including Data Analytics 📈, Books 📚, Music 🎶, Basketball 🏀, Figure Skating ⛸, Anime, Film 📺, Tarot, Lenormand, Uranian Astrology🔮

You may also like...