รีวิว+พูดคุย Oathbringer เมื่อนักเลงเก่าผันตัวเป็นช่างเชื่อม + Dawnshard เล่ม 3.5 [มีปุ่มซ่อนสปอย]
รีวิว oathbringer

Oathbringer ลุย !!!
เข้าสู่กลางปี 2026 ….มันถึงเวลาของอะไรนะหรือ ?? ก็รีวิวนิยายสุดยาวเป็นมหากาพย์อย่าง Stormlight Archive เล่มที่ 3 นะซี่ !!! นี่มันจะกลายเป็นธรรมเนียมประจำปีที่ต้องเขียนรีวิวปีละเล่มแล้วสินะเนี่ย 🤣🤣 โพสรีวิวเล่มที่สองสร้างประวัติศาสตร์ยาวที่สุดในเว็บไซต์ตั้งแต่เปิดตัวขึ้นมาเลย มารอบนี้จะยาวแซงสถิติได้มั้ยนะะะ ว่าแล้วก็…ลุยกันเลย !!!
โพสนี้เป็นรีวิว The Stormlight Archive เล่ม 3
สำหรับคนที่อยากอ่านรีวิวเล่มที่ 1-2 คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
📌 รีวิว The Stormlight Archive เล่ม 1 The Way of Kings การลุกขึ้นของมือหอกยอดนักบุญ
📌รีวิว+พูดคุย The Stormlight Archive เล่ม 2 Words of Radiance ภารกิจลวงโลกของปราชญ์สาวช่างเวิ่น + Edgedancer เล่ม 2.5

และเนื่องจากบทความนี้เป็นรีวิวเล่มสาม คนที่อยากได้รีวิวเล่มที่สามแบบไม่อ่านสปอย สามารถกดให้เว็บกระโดดไปที่หัวข้อสรุปรีวิว
>> ✅ สรุปรีวิว Stormlight Archive 3: Oathbringer (ไม่สปอยเนื้อเรื่องสำคัญ) <<
เพราะหัวข้อนอกเหนือจากนั้น มีสปอยเล่ม 1-3 แล้วทั้งหมด รวมถึงพูดถึงทฤษฎีของหนังสือและจักรวาลของนักเขียนที่ไปอ่านจากเน็ตมาประกอบ
⚡ บทความรีวิวนี้จึงเหมาะกับผู้อ่านที่รับได้การถูกสปอยเนื้อหาของเล่ม 1-3 และอาจมีการพูดถึงเนื้อหาบางส่วนของเล่มถัดไปเล็กน้อย ⚡
🚨← หากคุณพบไอคอนนี้อยู่หน้าชื่อหัวข้อ นั่นแปลว่ามีสปอย
สารบัญ
♦ หมายเหตุการแปลชื่อภาษาไทยในโพสนี้
[1] เนื่องจากโพสนี้มีการเขียนภาษาไทยทับศัพท์ชื่อตัวละครหลัก โดยอ้างอิงมาจากหนังสือ Stormlight World Guide แต่บางตัวก็ไม่ได้ระบุในหนังสือมาให้ เราเลยอาจเขียนชื่อทับศัพท์ไทยผิดหรืออาจจะไม่ตรงกับฉบับหนังสือเสียง
[2] สำหรับชื่อสถานที่ หรือบางชื่อที่เหมาะเก็บไว้เป็นภาษาอังกฤษ เราจะยังคงภาษาอังกฤษไว้ในบทความเหมือนเดิมและใส่วงเล็บกำกับไว้ให้ (บางชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยคือชื่อไทยแบบแปลอย่างไม่เป็นทางการ)
♦ วิธีการอ่านแบบหลบเลี่ยงสปอย (อ่านเฉพาะหัวข้อที่มี ✅ ข้างหน้า)
🚨← มีไอคอนนี้อยู่ด้านหน้าแปลว่าหัวข้อนี้มีสปอย
.
.
.
.
✅ สรุปรีวิว Stormlight Archive 3: Oathbringer (ไม่สปอยเนื้อเรื่องสำคัญ)
หลังจาก The Stormlight Archive ไต่ระดับความสนุกมาได้เรื่อยๆ ในสองเล่มแรก ในเล่มนี้ก็เริ่มชะลอช้าลง เนือยบ้าง สนุกบ้าง เริ่มมีการเฉลยแบบทิ้งระเบิดข้อมูลมหาศาลจนย่อยไม่ทันบ้างเป็นระยะๆ ใช้ความพยายามในการเข็นตัวเองมากกว่าปกติจนเกือบจะให้สามดาว(เต็มห้า) ให้คะแนนแบบกลางๆ ไป
ทว่าในบางส่วนของหนังสือก็ทำให้ชอบขึ้นมา เช่นบางตัวละครที่เราไม่ชอบบุคลิกนิสัยเค้าเท่าไหร่ แต่หนังสือก็สามารถเขียนให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับเค้าได้ในจังหวะที่มันจำเป็นต้องอินจริงๆ ซึ่งในส่วนนี้คนเขียนก็ทำได้ถึง
ส่วนของไคลแมกซ์เล่มนี้ก็ทำได้ไม่ผิดหวังอีกครั้ง การอดทนรอของนักอ่าน การบิ๊วตัวละครและเนื้อเรื่องต่างๆ กว่าจะมาบรรจบได้ที่ไคลแมกซ์ มันทำให้คนอ่านเล็งเห็นเช่นกันว่าทำไมคนเขียนถึงได้พยายามใช้เวลาบิ๊วในช่วงก่อนหน้า เพราะมันจะได้มาทำงานในจังหวะที่ใช่นี้ยังไงล่ะ !
✅♦ คะแนนเล่ม 3 (★★★★☆)
.
.
.
.
🚨 เนื้อเรื่องย่อเล่ม 3 (สปอยเล่ม 1-2)
.
.
.
หลังจบสงครามระหว่างชาวอเลธี/Alethi กับฝูงวอยด์บริงเกอร์/Voidbringer ไป…คาลาดิน/Kaladin สามารถปลดล็อค Ideals ขั้นที่สาม(คำสัตย์) และอัดพี่โล้น เซธ ซันซันวัลลาโน(Szeth) จนกระเด็นหายไป
และเพื่อจะหนีจากพายุ เอเวอร์สตอร์ม/Everstorm พายุพิโรธที่ทะลึ่งพัดมาคนละทิศละทางกับที่ชาวเมืองคุ้นชินมาช้านานและเคยรับมือมาก่อนได้ ทุกคนจึงต้องรีบอพยพผ่านโอธเกท/Oathgate ประตูกลที่เชอลันค้นพบ มันสามารถวาร์ปไปที่ไหนก็ได้จนไปพบกับหอคอยโบราณยูริธิรู/Urithiru
เมื่อมาตั้งหลักในหอคอยใหม่ ดาลินาร์ยังคงเดินหน้ากับภารกิจ UNITE THEM (จงรวมพวกเขาให้เป็นปึกแผ่น) เพื่อกอบกู้โลกจากเภทภัยครั้งนี้ แต่อุปสรรคก็ยังตามมาเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ไหนจะต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่ ไหนจะต้องสืบหาคนร้ายที่ฆ่า Sadeas/ซาเดีย ที่ยังสาวตัวไม่ได้ว่าเป็นใคร…(แต่คนอ่านรู้อยู่แล้ว) ไหนจะมีภารกิจกลับไปช่วยองค์หญิงAesudan/อีซูดอน ภรรยาของ Elhokar/เอลอการ์ ที่ยังคงติดอยู่ในนคร Alethkar/อเลธคาร์ ซึ่งในเมืองกำลังชุลมุนกับสถานการณ์ผู้อพยพ แถมเหมือนจะมีมวลสารปริศนาชั่วร้ายเกินหยั่งรู้ที่กำลังครอบงำองค์หญิง…
นอกจากโฟกัสเรื่องในเมืองของตัวเอง ดาลินาร์ต้องหาทางหว่านล้อมผู้ปกครองในหัวเมืองอื่นๆ เพื่อให้เชื่อในเรื่องสุดโต่งที่ว่าโลกกำลังจะพังทลาย เพราะถ้าพวกเค้าไม่รีบร่วมมือกันแล้วล่ะก็…มนุษยชาติคงได้สูญพันธุ์จริงๆ ก็ครานี้
และก็ไม่ใช่แค่เรื่องนอกตัวของเขาที่ดาลินาร์ต้องรับมือ เพราะในที่สุดดาลินาร์ก็จำต้องเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองในวัยหนุ่มที่เค้าเบือนหน้าหนีมาตลอด…เพราะการลบไม่ได้ช่วยให้ลืมมมม 🎵 ….(เปิดเพลงพี่อิงค์ วรันธร) 🎵
↑ เล่มนี้จะได้รู้จักปูมหลังของอัศวิน Blackthorn แล้ว
🚨 พูดคุยหลังอ่านจบ + ชวนคุยเนื้อหา Oathbringer (สปอยแหลก เล่ม 3)
เล่มนี้เราใช้เวลาอ่านอย่างอืดเลย เนือยม้ากกกก 😂😂😂 ก็เข้าใจหรอกนะว่าสองเล่มที่ผ่านมามันไต่ระดับความพีคไปถึงขั้นสูงสุด ดังนั้นเล่มนี้จะแผ่วลงมา แล้วไปเน้นปูเซตติ้ง ปูทฤษฎีของเรื่องเพิ่ม มันก็เข้าใจได้
เล่มสามอัดทฤษฎีประวัติศาสตร์โลกกันมาให้จังๆ เรียกว่าระดับ Infodump ทีเดียว(โยนข้อมูลมาให้คนอ่านตู้มเดียวแบบย่อยไม่ทัน) บางบทนี่ถึงกับต้องไปย้อนอ่านใหม่ด้วยซ้ำ แบบห๊ะๆ อะไรนะ !?บทจะเฉลยเยอะก็เล่าเป็นต่อยหอยเชียวนะคุณ ! 😂
และเพราะอย่างนั้น Oathbringer จึงเป็นเล่มที่เราใช้เวลาเข็นตัวเองในการนานที่สุดในบรรดาสามเล่มที่ผ่านมา (คนที่เข้ามาอ่าน Blog เราคงคิดในใจ …เอห์ อ่านเล่ม 1-2 ก็รู้สึกอืดละนะ เล่มนี้ยังช้ากว่าเดิมได้อีกเรอะนี่ 😅🤣)
ทีแรก เราเกือบให้คะแนนเล่มนี้แค่สามดาวเลยด้วยซ้ำ แบบมันพออ่านได้ แต่ต้องซูฮกให้บางฉากจริงๆ ที่ทำเราอินไปกับตัวละครเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะฉากแหลกสลายของตัวละคร ฉากย้อนอดีต ฉากที่จู่ๆ ก็เดินเรื่องปุบปับแบบไม่ทันตั้งตัวที่ถึงแม้ว่าบางตัวละครเราจะไม่ได้ชอบไม่ได้เชียร์เค้าเป็นพิเศษ แต่พอฉากอีโมพวกนั้นมันทำงานขึ้นมา มันก็พลอยทำให้เราใจหายตามไปด้วย
ในภาพรวมจึงให้สี่ดาว (จริงๆ มันก็กึ่งๆ 3.5 เกือบ 4 ล่ะนะ ถ้าให้ครึ่งดาวได้)
ว่าแล้วก็ขอไปทีละประเด็นใหญ่ๆ ของเล่มนี้กันเล้ยยยย
• เมืองหลุมลึกขุดหลุมใจ
↑ สภาพหน้าตาเมือง Rathalas
เล่มหนึ่งกับสองเล่าปูมหลังคาลาดินกับเชอลันไปแล้ว งวดนี้ก็ถึงคราวดาลินาร์บ้าง รอบนี้ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยดาลินาร์ยังหนุ่ม เป็นนักเลงโตขยันใช้กำลังเพื่อยึดหัวเมืองต่างๆ ท่านพี่กาวิลาร์ใช้สมองวางแผนไปนะ ข้าจะเป็นดาบให้ท่านพี่เอง ! ดูๆ ไปแล้วก็นึกภาพไม่ยักออก ว่ากลายมาเป็นคุณลุงขี้หงอยแบบนี้ไปได้ยังไง
จนกระทั่งเค้าได้ไปเจอเหตุการณ์ในเมืองนึงราธาลัส/Rathalas หรือชื่อเล่น The Rift เมืองที่อาศัยอยู่ในเป็นหลุมลึก คล้ายๆ กับแอ่งกระทะบ้านเราแต่หลุมลึกกว่ามาก ซึ่งดาลินาร์ก็ไปทำวีรกรรมในเมืองนี้ทั้งเจ้าเมืองรุ่นพ่อและรุ่นลูก ซึ่งวีรกรรมนั้นก็คืออออ
ในระหว่างที่วางเพลิง ดาลินาร์หาได้รู้ไม่ว่า เอวี่/Evi ภรรยาของเขาได้ลอบเข้าไปในเมืองเพื่อหวังเจรจากับเจ้าชายทานาลันอีกรอบ เจ้าชายขังเอวี่ไว้ในคุกและส่งม้าเร็วมาเพื่อเจรจากับทัพของดาลินาร์แต่ม้าเร็วก็ถูกยิงทิ้งเสียก่อน ไฟเริ่มค่อยๆ ลามในตัวเมือง เสียงโอดครวญของผู้คนที่ถูกเผาทั้งเป็นเริ่มดังเซ็งแซ่เป็นระยะ ทานาลันพยายามเข้าไปช่วยครอบครัวที่ยังติดอยู่ในปราสาทแต่ก็ไม่ทันการ และก่อนเค้าสิ้นใจไป เค้าได้พบกับดาลินาร์ซึ่งทานาลันก็ได้บอกกับเค้าว่า…เอวี่….ยังติดอยู่ในนั้น…. กว่าดาลินาร์จะปะติดปะต่อเรื่องได้ทั้งหมด…เมืองก็กลายเป็นตอตะโก ทุกอย่างก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว…คลิกเพื่อดูสปอย*แรง*
ครั้งที่สองที่เค้ากลับไปเหยียบที่ราธาลัส ได้เผชิญหน้ากับเจ้าเมืองรุ่นลูก: เจ้าชายทานาลัน/Tanalan ดาลินาร์ดันตกหลุมพรางบางอย่างจนฟิวส์ขาด ในวันนั้นเค้าจึงได้สั่งให้เผาเมืองนั้นทิ้ง ด้วยความที่ราธาลัสเป็นบ่อหลุมลงไปเช่นนั้น ในเชิงยุทธศาสตร์อาจจะมีข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นเป้าสายตาล่อคนบนดินมาก แต่หากมองจากมุมสูงมันก็เป็นเมืองที่จุดไฟได้ง่ายเสียเหลือเกิน (มองมุมสูงมันก็เหมือนถังเผากระดาษไหว้เจ้าชัดๆ… 😅 นี่มันหลุมจุดไฟชั้นดี)
เหตุการณ์ในวันนั้นสร้างแผลใจให้ดาลินาร์เป็นอย่างมาก ทำเอาดาลินาร์กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เสียงร้องสุดทรมานโหยหวนของผู้คนที่ถูกไฟคลอก ณ วินาทีนั้นได้ฝังเข้าไปในโสตประสาทของดาลินาร์จนไม่สามารถลบมันทิ้งได้ (อาการ PTSD ชัดๆ)
↑ หากเจ้าอยากลืมนัก ข้าก็บันดาลให้เจ้าได้ แต่มันมีราคาที่ต้องจ่าย~
มันรุนแรงเสียจนดาลินาร์ใช้ชีวิตประจำวันปกติไม่ได้ เค้าจึงตัดสินใจไปพบภูติ Nightwatcher ผู้มีพลังลบความทรงจำส่วนนี้ทิ้งแต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือดาลินาร์ลืมเหตุการณ์ในเมือง The Rift ได้จริง แต่ดาลินาร์ลืมชื่อภรรยาของเขา และเวลาใครพูดชื่อของเอวี่ เค้าจะได้ยินเสียงเหมือนโดนเซ็นเซอร์แทน เพราะความทรงจำในส่วนนั้นถูกปิดกั้นทั้งหมด
↑ เมืองหลุมที่กำลังมอดไหม้
• ไอ้เปี๊ยกสุดเจ๋งกับตาลุงกล้ามก้นแน่น (ไอ้เปี๊ยกพูดไว้น่ะ😅)
↑ หนูเข้ามาในนิมิตนี้ได้ไงล่ะเนี่ยย
เมื่อดาลินาร์ต้องหาทางหว่านล้อมให้เจ้าเมืองแต่ละคนเชื่อในเรื่องสุดเหลือเชื่อยังกะหลุดออกมาจากนิยาย พูดปากเปล่าไปก็คงคิดว่าเมามา แต่ที่ไหนได้ ลุงสตอร์มฟาร์เธอร์มาบอกเฉยเลยว่าข้าสามารถเสกนิมิตวันสิ้นโลกที่เอ็งเห็นแล้วเชิญให้คนอื่นมาแจมด้วยได้นะ อ้าววว ทำไมไม่รีบบอกกก 🤣🤣
ทีนี้ก็ง่ายสิครับ งั้นก็ลากเหล่าเจ้าเมืองมาให้เห็นนิมิตมันเนี่ยแหละ จะได้เชื่อว่าผมไม่ได้โม้ ! แต่ดูเหมือนแผนฉายนิมิตนี้ให้คนอื่นมันจะไม่ได้มาแค่เฉพาะมิตรที่เชิญมา เพราะจู่ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างโอเดียม/Odium ผู้มีพลังระดับพระเจ้าระดับที่สตอร์มฟาร์เธอร์ยังชิดซ้ายเข้ามาแวะทักทายเฉยเลย
แถมมีการท้ากับดาลินาร์ว่าเราจะมีทัวร์นาเมนต์ประลองกันดีกว่า (นี่มันจะไปซ้ำรอบมุกลานประลองที่มันฮิตๆ ในการ์ตูนญี่ปุ่นดราก้อนบอล, คนเก่งฟ้าประทาน/Yu Yu Hakusho มั้ยเนี่ย เป็นมุกที่เจอใช้ในการ์ตูนหลายเรื่องจนเกร่อ ฮาาา 😅)
และเรายังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอีกคนแต่เธอคนนี้มาดี นั่นคือลิฟต์/Lift จำได้ไหม เด็กสาวสุดเจ๋งเป้งที่โผล่มาใน Interlude ของเล่มสองและได้ซีนไปเต็มๆ ในเล่ม Edgedancer ยังไงล่ะ
ว่าแต่ว่า…หนูโผล่เข้ามาในนิมิตได้ไงเนี่ย !! ไม่ได้เชิญมาสักกะหน่อย ! แต่การที่ลิฟต์เข้ามาส่องในนิมิตนี้ก็มีประโยชน์นะ เพราะทำให้เธอเห็นความน่ากลัวของโอเดียมและภยันตรายที่กำลังเข้ามาเองเป็นขวัญตา มิหนำซ้ำเธอก็เป็นเพื่อนกับกอซ/Gaux…(เอ่อ ต้องเรียกว่าท่านไพรม์ อคาซิก/Prime Aqasix แล้วสินะ) หนึ่งในเจ้าเมือง Azir ที่ตอนแรกดาลินาร์ติดต่อคนฝั่งนี้ลำบากมาก แต่มาลิฟต์มาเห็นเองแบบนี้ก็สบายแล้ว มีคนสนิทไปโน้มน้าวกอซให้แล้ว
จะฮาอยู่อย่างที่ลิฟต์ทักดาลินาร์ว่าตอนแรกดูไม่น่าไว้ใจ เพราะ….
“ก็กล้ามก้นลุงแน่นเกินไป อายุปูนนี้น่าจะก้นยานๆ ได้แล้ว ที่ยังกล้ามแน่นปึ้กอยู่แบบนี้แสดงว่าลุงยังแกว่งดาบ ต่อยคนอยู่แน่ๆ ไว้ก้นห้อยเมื่อไหร่แล้วหนูถึงจะเชื่อลุงนะ”
— ลิฟต์
โลจิก….อะไรกันครับเนี่ย 😅 โอ้ยยย !!!! 😭😭😭
• ดับภัยความมั่น
↑ เธอคู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่นะ
เล่มที่แล้วเล่นเส้นเรื่องของเชอลันที่ต้องอำพรางตัวเป็นสายลับ แฝงตัวในนามแฝงวีล/Veil สืบเป้าหมายของกลุ่มลับโกสต์บลัด/Ghostbloods …เชอลันมีสองอวตารเหมือนจะยังไม่พอ เพราะรอบนี้เธอสร้างอวตารมาอีกหนึ่งตัวใหม่นั่นคือ เรเดียน/Radiant หญิงสาวผู้มั่นใจในการกวัดแกว่งชาร์ดเบลดในยามที่ฝึกเพลงดาบกับอโดลิน เชอลันเลือกสร้างตัวใหม่ขึ้นมาเพราะเดิมตัวเธอนั้นมีอดีตที่ไม่ดีกับชาร์ทเบลด(ไม่ดีอย่างไร ในเล่มสองก็ได้เฉลยไว้แล้ว) เธอจึงไม่อยากแบกรับความรู้สึกที่ต้องถือชาร์ดเบลท เลยให้เรเดียนมารับหน้าที่นี้แทน (ถึงแม้หน้าตาของเรเดียนมันจะเป็นแค่เชอลันมัดผมเฉยๆ ก็เถอะ 😂😂)

แต่การที่เธอแบกตัวตนไว้ถึงสามบุคลิกมันก็เริ่มมีปัญหาซะแล้ว เพราะทุกครั้งที่เธอเปลี่ยนอวตารเป็นอีกหน้ากากนึง ถ้าจะเล่นให้สมบทบาท มันก็ต้องคิดให้เหมือนคนนั้น นี่มันคล้ายกับนักแสดงที่เข้า Method Acting นั่นคือหลอกตัวเองว่าชั้นเป็นซูเปอร์แมน เป็นวายร้ายเหมือนองค์ลงจริงๆ ทำให้อินบทบาทมากๆ แต่ข้อเสียคือหลายคนอินบทบาทเกินจนออกจากบทไม่ได้ สมมุติใครสวมวิญญาณตัวละครร้ายๆ อยู่ ก็แทบจะวีนใส่เพื่อนในกองถ่ายจนทำให้บรรยากาศในกองอึดอัดแทน ซึ่งเชอลันก็ต้องใช้วิธี Method Acting เช่นกัน ถ้าจะลอบแฝงตัว เธอจะคิดแบบสาวเขินอายอย่างเชอลันไม่ได้ ต้องคิดอย่างวีล ! จนเราเริ่มเห็นในบางฉากแล้วว่าเส้นแบ่งระหว่างบุคลิกของเธอมันเริ่มพร่าเลือน เชอลันจะถูกบุคลิกอื่นกลืนจนหายไปมั้ย?? 😭 แค่ที่เชอลันเจอไปในเล่มสองยังไม่หนักพอหรือออ แต่ละตัวในเรื่องนี้นี่เจอโจทย์หนักทั้งนั้น 😅
ในระหว่างนี้ก็มีฉากฮาๆ แทรกมาเป็นระยะไม่ว่าจะ
เชอลัน: แพทเทิร์น นายช่วยเฝ้าพวกเราที เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกันสองต่อสอง (เชอลันอยู่กับอโดลิน)
แพทเทิร์น: ไม่เหมาะ? ไม่เหมาะนี่คือยังไง เหมือน….หารเลขด้วยศูนย์ใช่มั้ย ?
คนละไม่เหมาะแล้วโว้ยยยย 😭😭😭🤣 คือไอ้นั่นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรในกฎคณิตศาสตร์แหละ…แต่แพทเทิร์น ! โว้ย ! เอ็งก็ไร้เดียงสาเกิ๊น 🤣🤣 !!
หรือกระทั่ง…
เชอลันได้พบกับชายผู้นั้นอีกครั้ง มเรซ/Mraize ท่าทีช่างดูเกรงขาม และบนไหล่ของเขามี…ไก่ยืนอยู่ …… …ไก่อ่ะ แบบไก่กุ๊กๆ 🐔🐔
อัลไลวะเนี่ยยยย แรนด้อมเกิน 555555 บทเค้าซีเรียสกันอยู่ก็หาทางทำให้ไม่ซีเรียสได้เฉยเลย 5555555563635 🤣🤣😭😭
เชอลันแฝงตัวในคราบวีลเพื่อหาเบาะแสทั้งในหอคอยยูริธิรู และยังมีภารกิจออกนอกเมือง ไปร่วมทีมกับคาลาดินเพื่อกอบกู้เมืองโคลินาร์/Kholinar ที่ถูกพลังงานลี้ลับครอบงำอีซูดอนอยู่ ซึ่งในขณะนั้นเมืองก็กำลังวุ่นวาย
นอกจากเจอคนหน้าเก่าอย่างมเรซ(กับไก่กุ๊กๆ) ไปแล้ว เชอลันก็ยังเจอคนหน้าเก่าอีกคนในเมืองด้วย จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก วิท/Wit !
เล่มนี้ต้องยกเครดิตในบทที่ 67 เลยจริงๆ บท「ตำนานแห่งดวงจันทร์มิชิม/Mishim」 เพราะการเล่าเรื่องของวิทในบทนี้มันเจ๋งมาก จนไม่ใช่แค่ชาวเมืองที่ยืนฟังจอยๆ กระทั่งเรายังสนุกที่ฟังตอนมันเล่าเรื่องเลย 😂😂
↑ ตำนานพระจันทร์มิชิม
เชอลันทำตัวประหนึ่งโจรโรบินฮู้ด คิดว่าสิ่งที่เธอช่วยมันดีต่อประชาชนในเมืองโคลินาร์ แต่หารู้ไม่ว่ามันกลับยิ่งทำให้เรื่องราวมันแย่ลง เพราะ…
คลิกเพื่อดูสปอย
เชอลันคิดว่าการที่เธอเอาอาหารมาให้เด็กคนนึงมันจะช่วยชีวิตเค้า แต่มันยิ่งกลับทำให้เด็กคนนั้นเป็นเป้าของเด็กคนอื่นๆ และสุดท้ายเขาก็ถูกทำร้ายปางตาย….ก่อนสิ้นใจ เด็กคนนั้นก็ได้ทิ้งคำพูดฝังใจที่ทำให้เชอลันรู้ว่า…เธอมันไม่ได้รู้เรื่องอะไรเอาซะเลย… นี่ทำให้เชอลันแหลกสลายอีกครั้ง 😭😭 วันที่สิ่งที่เธอเชื่อมันมาตลอดถูกบดขยี้เป็นชิ้นๆ เธอไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย แล้วชั้นจะมีประโยชน์ยังไงกันนะ
ณ นาทีนั้นอีกครั้งที่ วิท โผล่มาอีกครั้ง แม้วิทจะเป็นตัวละครปากหมาชอบพูดจายียวนใส่คนอื่นไปทั่ว แต่เห็นจะมีกับเชอลันนี่แหละ ที่ทำตัวไนซ์ๆ กับเค้าเป็นด้วย วิทเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเค้าถึงดึงดูดกับเด็กคนนี้นัก เค้าแค่รู้สึกว่า…ต้องมาหาเธอ… ในตอนที่วิทกำลังปลอบใจเชอลันก็มีประโยคทัชใจอยู่ประโยคหนึ่ง
It’s terrible to have been hurt. It’s unfair, and awful, and horrid. But Shallan… it’s okay to live on.
มันก็แย่แหละที่รู้สึกเจ็บ โคตรไม่ยุติธรรม โคตรเฮงซวยเลยแหละ….แต่ว่านะเชอลัน…. จะมีชีวิตต่อก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่
— วิท
ฮือออ ตาวิทมันก็พูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ด้วยแฮะ 🥹🥹 และนั่นก็ทำให้เชอลันเดินหน้าต่อไปได้
↑ เธอไม่ใช่ปีศาจหรอกนะ เชอลัน…
• ยอดนักสืบคาลาดินไขคดี: หรือพวกอสูรร้ายก็มีหัวใจ ?
ตัดไปที่ฟากของคาลาดิน ที่มีเส้นเรื่องของโมแอช/Moash ทหารหนีทัพที่เดินคู่ขนานไปด้วย ทุกคนมีภาพจำจากเล่มสองว่าพวกวอยด์บริงเกอร์มันไม่มีหัวใจ มันเป็นสัตว์ประหลาดป่าเถื่อน !
แต่ที่ไหนได้ หลังจบศึกเล่มสองไป คาลาดินก็ไปเจอกลุ่มวอยด์บริงเกอร์ที่กำลัง...กำลังตั้งวงเล่นไพ่…. ห๊ะ…เอาจริงดิ !? 😂 กลายเป็นว่าสิ่งที่พวกเราเข้าใจกลับตาลปัตร เพราะในเวลาปกติ วอยด์บริงเกอร์ก็รู้ตัว ใช้ชีวิตได้ปกติ แท้จริงพวกเค้าคือเผ่าพันธุ์ Listener ที่ถูกปลุกให้ตื่น ได้เชื่อมสัมพันธ์กับสเปรนจนมีหัวจิตหัวใจ ไม่เหมือนสมัยที่เป็น Parshmen(เพอเชินดี้ร่าง Dullform ที่เหมือนอยู่ในสภาพจำศีล เลยมึนๆ อึนๆ ให้มนุษย์ใช้เป็นทาส) แต่เส้นเรื่องต่อจากนี้ วอยด์บริงเกอร์จะถูกใช้อย่างไรต่อ คงต้องรอดูกันต่อไป แต่ตกใจอย่างนึงที่เฉลยว่า
พอพูดถึงเรื่องมายึดพื้นที่ขับไล่ชนพื้นเมืองเดิมออกไปก็ทำให้รู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับสถานการณ์โลกจริงยังไงอยู่แฮะ 😓คลิกเพื่อดูสปอย
บนดาวดวงนี้ สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมสุดคือเพอเชินดี้ แต่พวกมนุษย์ต่างหากที่อพยพมาจากดาวอชิน/Ashyn ดาวที่กำลังจะตายและมายึดครองพื้นที่ดาวดวงนี้แทน พวกมนุษย์นั่นแหละที่เป็นวอยด์บริงเกอร์ ! แต่พอเวลาผ่านไป คำว่าวอยด์บริงเกอร์ก็กลายเป็นศัพท์ที่สลับความหมายกันซะงั้น ส่วนเรื่องที่ว่าแล้วพวกมนุษย์เดินทางมาดาวดวงนี้ได้ยังไง ก็ขอต้องรอเฉลยกันในอนาคต…
• พลัดหลงในมิติลี้ลับ
มิติลึกลับเชดส์มาร์(Shadesmar) ถูกพูดถึงในเล่มก่อนๆ แต่เนื้อเรื่องก็มาแบบมาๆ หายๆ เช่นยาสนาห์ที่เคยเข้าไปหลบจนรอดจากเหตุการณ์เรืออับปางเอย หรือเชอลันที่ผิดคิวเผลอหลุดเข้าไปในช่วงท้ายเล่มที่หนึ่งเอย รอบนี้หนักกว่าเดิมเพราะหลังจากภารกิจที่ทีมของคาลาดินเข้าไปกอบกู้เมืองโคลินาร์ และต้องใช้โอธเกทเพื่อหลบนี้ แต่ ณ จังหวะนั้น มันกลับทำงานผิดปกติ(เพราะถูกแทรงแซงโดยสัตว์ประหลาด Unmade ที่มีนามว่า Sja-anat/ชา-อาหนัท) ทำให้แทนที่จะวาร์ปกลับไปยูริธิรู ก็ดันไปติดในเชดมารส์แทนซะงั้น
เหล่าสเปรนที่เราเห็นตัวจิ๋วๆ กัน ที่จริงมันเพราะว่าเวลาอยู่ในโลกกายภาพ พวกเขาจะเป็นตัวเล็กๆ แต่ในมิตินี้ มันคือบ้านของพวกเขา พวกเขาเลยกลับสู่ไซส์ปกติกัน ยัยซิลไม่ตัวเล็กแล้ววว 5555 ที่สำคัญที่ชวนตกใจ ในแกงค์นี้มีสเปรนของดาบของอโดลินโผล่มาด้วย !! แต่ด้วยความที่ดาบอโดลินเป็นชาร์ดเบลดธรรมดาๆ (สเปรนตายแล้ว ไม่เหมือนดาบของพวก Knight Radiants) ทำให้สภาพสเปรนของอโดลินดูหน้าตาสยดสยอง ดวงตากลวงโบ๋ (คงกะทำให้สภาพหลอนๆ เหมือนหนังผีแหละ😭) เธอยังไม่พูดอะไรมาก ณ ตอนนี้ (แต่เราเดาส่วนตัวว่า อนาคตน่าจะมีพล็อตที่ทำให้เธอกลับมามีหัวจิตหัวใจมากขึ้น 😏หรือมีสักวันที่เธอแปลงเป็นร่างสมบูรณ์ ร่างที่ไม่ใช่ผีดิบแบบนี้ 😅)

(ภาพจากบอร์ดเกมส์ Storrmlight Archive)
อีกหนึ่งคนที่มาติดร่างแหด้วยแบบงงๆ คือแม่ทัพแอชเชอร์/Azure ท่านแม่ทัพที่มีชาร์ดเบลดกับเค้าเหมือนกัน และดูเหมือนเธอจะรู้เรื่องรู้ราวมากกว่าที่คิด แอชเชอร์กำลังตามหาอดีตอาจารย์ของเธออยู่ ซึ่งระหว่างที่พวกพ้องคาลาดินกำลังหาทางกลับบ้าน แอชเชอร์ก็ขอแยกทางไปเสียก่อน
และด้วยความมืิซนของเราอีกแล้วววว เลยเผลอไปเปิดเว็บ wiki สปอยว่านางคนนี้เป็นใคร แล้วก็พบว่า
คลิกเพื่ออ่านสปอย เตือนแล้วนะะะ
เธอคือองค์หญิงวิเวียนน่าจาก Warbreaker ไง !!! แล้วทำไมหน้าถึงมีแผลแบบนั้นล่ะะะ เกิดอะไรขึ้นหว่าาา
↑ เธอคนนี้คือใครกัน ?
• พี่โล้นกับเส้นทางที่เขาต้องเลือกเอง
เซธแพ้คาลาดินไปราบคาบใน Words of Radiance โดยเล่มสามนี้เค้าถูกชุบชีวิต หลุดจากพันธนาการของเจ้านายเก่าเสียที ! วันนี้เซธเป็นลูกมือของเนล/Nale
นอกจากที่เซธจะได้ครอบครองดาบ Nightblood ไปไม่พอ(แล้วมันหลุดจากมือ Vasher ใน Warbreaker ไปได้ไง…) เค้าต้องฝึกวิชากับเหล่าเจ้าเวหา/Skybreaker
เราชอบฉากที่เหล่า Skybreaker ฝึกเล่นเกมส์ปาลูกโป่งสีใส่กัน เพลินดี 55555 ช่วงเวลานั้น เหมือนได้เห็นเซธมีความสุขในการโบยบินบนท้องฟ้า ฉัยไม่ได้เป็นทาสที่ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านายอีกต่อไป(ทำแต้มนำอยู่ดีๆ พลาดท่าโค้งสุดท้ายเช้ย 55555)
เซธมารู้ทีหลังเกี่ยวกับความจริงที่มนุษย์มาแย่งถิ่นฐานของเพอเชินดี้ ซึ่งพวกมนุษย์ที่มาบุกรุกนี่แหละที่ถูกเรียกว่าวอยด์บริงเกอร์ แต่ด้วยประวัติศาสตร์เปลี่ยนผ่าน คำศัพท์วอยด์บริงเกอร์ก็กลายเป็นการเรียกเพอเชินดี้ที่รวมร่างกับสเปรนไปแทน และด้วยเหตุนั้น เนลจึงบอกว่าเซธควรต้องอยู่ข้างเดียวกับวอยด์บริงเกอร์(เพอเชินดี้) แต่เซธรู้ว่าตนสามารถเลือกหนทางชีวิตตัวเองได้และตัดสินใจไม่ทำตามเนล เขาตรงดิ่งไปช่วยดาลินาร์ที่กำลังจะโดนโอเดียมบดขยี้
• ไคลแมกซ์ประจำเล่ม: มาวิ่งเล่นไล่จับกัน !

ภาพจาก บอร์ดเกมส์ Storrmlight Archive
ไคลแมกซ์เล่มนี้อินุงตังนังมาก เป็นการต่อสู้ระหว่างทัพของโอเดียมที่เข้าครอบงำจิตใจของฝูงวอยด์บริงเกอร์และทหารของอัมเมอรัม พวกมันเข้าจู่โจมเมืองเทย์เลน/Theylen City ที่มีกลุ่มของดาลินาร์ปักหลักอยู่
โอเดียม be like: จบกันตรงนี้ล่ะ ดาลินาร์~~ ข้าก็จะดูแกแพ้พ่ายวันนี้ !
ในฝั่งของคาลาดินที่ยังติดในเชดส์มาร์ก็พยายามสุดตัวที่จะหาทางกลับบ้านแต่ไม่สามารถใช้งานโอธเกทได้ แถมข้างในก็มีกลุ่มของ Fused (อีกชื่อเรียกของวอยด์บริงเกอร์ที่ถูกครอบงำ) มาวิ่งไล่บี้คาลาดิน จนต้องยื้ออัดพวกนั้นไป หาทางออกไปด้วย ตรงนี้แอบฮาเพราะเชอลันสร้างภาพลวงตาให้มีร่างก็อปปี้หลายๆ ร่างเพื่อสร้างความสับสนให้วอยด์บริงเกอร์งง คนไหนตัวจริง แล้วอโดลินจะเนียนไปกับภาพลวงตายังไงดี อ่ะ งั้นเราก็ทำท่าเงอะๆ งะๆ ตามน้ำภาพลวงตาไปแล้วกัน โอ้ยย ตลกกก 🤣🤣

ตัดไปที่ฝั่งพระคลังของเมืองเทย์เลน….วิสทิม/Vtism กับริซึน/Rysn สองพ่อค้าแม่ค้าที่เคยโผล่มาใน Interlude เล่มสอง พวกเขาทั้งสองกำลังเข้าไปสำรวจมณีแดง(King’s Drop) ทว่าระหว่างที่กำลังเข้าไปสำรวจกันอยู่นี้ หนึ่งในยามรักษาความปลอดภัยก็เกิดทรยศและไล่สังหารคนในคลัง แย่งมณีออกมาข้างนอกได้
• นิมิตชวนหดหู่
ตัดฉากไปที่ในอารามแห่งหนึ่ง เรอนาริน/Renarin กำลังนั่งซึมกระทือ เค้าเห็นนิมิตของอนาคตอันแสนหดหู่กำลังรุมทึ้งในหัวของเค้า
ยาสนาห์เดินเข้าไปในอาราม เธอตั้งข้อสงสัยว่า กลิส/Glys สเปรนของเรอนารินคงโดนชาอานัทแทรกแซงเข้าให้ และคงเป็นอันตรายต่อเหล่าอัศวินจรัสแสงในอนาคต เธอจึงหมายมั่นจะปลิดชีพเรอนาริน
เรอนารินคิดไว้อยู่แล้วว่ายาสนาห์ต้องมาฆ่าเข้าแน่เพราะเขาเห็นนิมิตสปอยเอาไว้แล้ว เขานั่งนิ่งพร้อมรับชะตากรรม…ทว่า…วินาทีที่เธอกำลังจะฟาดฟันดาบนั้นลง เธอรู้ว่าเรอนารินไม่ใช่คนทรยศ เขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่จะมาแทงเธอข้างหลัง ยาสนาห์ปล่อยมือ ทิ้งดาบนั้นลงและร่ำไห้ไปพร้อมกับเรอนาริน เมื่อนั้นเรอนารินก็ได้รู้ว่านิมิตที่เขาเห็นมันไม่ใช่ของตาย อนาคตมันเปลี่ยนได้ โชคชะตาเปลี่ยนแปลงได้ !
• จงรวมให้เป็นปีกแผ่น
ตัดมาที่ฝั่งที่อัดกันนัวอย่าง ทัพของโอเดียม VS ทัพของดาลินาร์
โอเดียมยื่นข้อเสนอให้ดาลินาร์: มาเป็นยอดแชมป์ให้ข้าสิ ข้าทำให้เจ้าหายเจ็บปวดจากอดีตนั่นได้ มอบความรู้สึกผิดบาปที่มีในใจมาให้ข้าซะ แล้วมาปกครองโลกกับพวกข้า~~~
ดาลินาร์โต้กลับ:
เอ็งพรากความเจ็บปวดของข้าไปไม่ได้ !!!! ว้ากกกกกกก
ดาลินาร์รับรู้ว่าการรับมือกับแผลและสิ่งที่ทำผิดพลาดไป คือการเผชิญหน้า ไม่ใช่การหลีกหนีรึลืมมัน เราต้องโอบรับ ยอมรับสิ่งที่ตนเคยทำ
เมื่อนั้นดาลินาร์ก็ถวายคำสัตย์พร้อมกับเมื่อฝ่ามือกระทบกัน หน้าที่ของ ดาลินาร์ บอนด์สมิท(ผู้เชื่อมต่อ) ก็ได้ทำงานขึ้น
UNITE THEM !
คำพูดหลอกหลอนดาลินาร์ที่เค้าคิดว่ามันคือการผนึกกำลังของไฮปริ๊นซ์เอย อัศวินจรัสแสงเอย หึ ! หารู้ไม่ว่ามันยังหมายถึงผนึกดินแดนทั้งสามเข้าด้วยกันต่างหาก !!!
มือซ้ายของดาลินาร์อยู่ที่ [Cognitive Realm/มิตินึกคิด] มือขวาอยู่ที่ [Spiritual Realm/มิติวิญญาณ] แล้วจับลากเข้ามายังมิติกายภาพตรงกลางที่ยืนอยู่ จังหวะที่อ่านฉากนี้คือขนลุกมากจริงๆ (ขนลุกที่แปลว่าขนลุกซู่ที่แขนจริงๆ) เหมือนเอาทุกสิ่งที่หยอดในต้นเล่ม ปมที่ดาลินาร์ติดในใจมาตลอดมาคลี่คลายเพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองในครั้งนี้ ดาลินาร์เติบโตและก้าวข้ามแผลในใจของเค้าได้เสียที. EPIC ที่สุดด เป็นสิ่งที่ชอบจัดๆ ของเล่มนี้เลย 😭😭😭
↑ ข้าคือความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน
เวนลี่/Venli ผู้เห็นเหตุการณ์สุดเวอร์วังนี้….:
เวนลี่: จะ…..เจ้าเป็นใครน่ะ !?
ดาลินาร์: ข้าคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Unity/เอกภาพ)
ระหว่างนี้เขายังได้ยินเสียงของเอวี่กระซิบบอก: ข้าให้อภัยท่าน….
คนอ่านจุกอกจุกคอไปหมดแล้ววว 😭😭🥹🥹 ฮื้อออออ
เราชอบบทสรุปของดาลินาร์ตรงที่ ชั้นก็มีด้านที่ดีและแลว ชั้นไม่สามารถลบสิ่งที่ผิดพลาดไปได้ แต่ทำยังไงได้ ยังไงคนเราต้องไปต่อ สิ่งนี้คือบาปที่ชั้นต้องแบกรับ และมันก็คือตัวชั้น เป็นความเจ็บปวดของชั้น ไม่ใช่เตะมันออกไป แกพรากมันไปจากชั้นไม่ได้ !!! (ถ้ามองในในศาสตร์ฝึกจิตวิญญาณ เอาดีๆ การโอบกอดด้านมืดของตัวเอง มันก็เป็นส่วนนึงของการเติบโตของคนเราเหมือนกัน)
สิ่งที่คนเราควรเข้าใจ(และทำใจ)คือคนเรามีทั้งดำและขาว สองด้านในพร้อมๆ กัน ไม่สามารถผลักอันใดอันหนึ่งออกไปได้
เมื่อสร้างสะพานมาได้แล้ว แกงค์คาลาดินไม่ต้องปวดหัวกับการหาทางเปิดโอธเกทอีกต่อไป แถมมุกภาพลวงตาก็ดันโดนแบไต๋จนใช้ไม่ได้แล้วด้วย ทีนี้กำลังเสริมของคาลาดินก็มาช่วยแล้ว !
ทีนี้ก็นัวกันต่อมันส์หยดสิครัช อโดลินสู้กับสัตว์ประหลาดร่างยักษ์(Thunderclast) และในระหว่างนั้นเค้าก็ได้ยินชื่อชาร์ดเบลดของเขาแล้ว “มายา/Maya” …(มีมุกได้ยินชื่อดาบด้วย นึกว่าดาบฟันวิญญาณในบลีช เทพมรณะเลยวุ้ย เรื่องนั้นก็มีมุกพระเอกไม่ได้ยินชื่อดาบเหมือนกัน ต้องไปเข้าค่ายฝึกเพื่อปลดล็อคชื่อดาบ🤣)
ทุกคนจำมณีแดงที่เราบอกว่าโดนฝั่งตัวร้ายฉกออกมาได้มั้ย อย่าเพิ่งลืมกัน 5555555 เมื่อนั้นดาลินาร์ก็เห็นว่าทำไมฝั่งวอยด์บริงเกอร์ดูให้ความสำคัญกับไอ้หินนี่จัง เมื่อวอยด์บริงเกอร์วิ่งหนีโดยใช้พลังโต้คลื่นไถลหนี(คล้ายๆ กับพลังของลิฟต์) ไวซะขนาดนี้คงไม่มีใครไล่ตามเขาทัน…. แต่ขอโทษ ฝั่งเราก็มีลิฟต์ผู้ซึ่งมีพลังไถสเกตเหมือนไอ้ทหารนี่เฟ้ย !
ดาลินาร์: ลิฟต์ ก่อนหน้านี้มี Fused(เพอเชินดี้ที่โดนสเปรนร้ายเข้าสิง) หอบมณีแดงไป ข้าไม่รู้ว่ามันเอาไปทำไมแต่ข้าก็ไม่อยากรู้หรอก เจ้าไปเอากลับมาได้มั้ย ?
ลิฟต์: เคร อีซี่ๆ น่ะลุง
ดาลินาร์: เจ้านั่นจะมีพลังไถลคล้ายๆ เจ้าเลย—
ลิฟต์:ก็บอกว่าชิลไงลุงงง
ดาลินาร์: ชิลเรอะ….ข้าว่า—
ลิฟต์: โหย ใจร่มๆ ไว้น่าลุง หนูก็แค่ไปจิ๊กหินนั่นกลับมาใช่ม๊า~~
↑ Lamaery วาดการ์ตูนประกอบฉากลิฟต์คุยกับดาลินาร์ไว้
• นัดล้างตาไอ้คนขี้ชุบมือเปิบ
↑ ตายซะเถอะ คาลาดิน !!!
ฝั่งของทหารอัมเมอรัม นอกจากจะถูกพลัง Thrill เข้าครอบงำจน Level Up เป็นทหารเหนือมนุษย์กันไปแล้ว แม่ทัพอัมเมอรัมเองก็ถึงนัดล้างตากับคาลาดินเสียที
ไหนนนน แย่งชาร์ดเบลดจากข้าไปไม่พอ ยังฆ่าลูกน้องข้าหมดแล้วขายข้าเป็นทาสทิ้งอีก ! วันนี้เอ็งไม่รอดแน่ ไอ้อัมเมอรัม !!
ดูๆ ไป…อัมเมอรัมก็แค่คนธรรมดานี่นา จะไปสู้กับคาลาดินที่มีพลังสตอร์มไลท์ได้ยังไงล่ะเนี่ย แต่แบรนดอนก็ไม่รอช้าที่จะทำให้คู่นี้สมน้ำสมเนื้อ อัมเมอรัมกินหินวิเศษเพื่อ Level Up ตัวเองเหมือนกัน กลายร่างเป็นอสูรมีคริสตัลสะท้อนแสงวิบวับ (เอ็งขายวิญญาณให้ปีศาจจริงๆ ละสินะ) เมื่อนั่นก็สู้กันมันหยดติ๋งสิครับ ฝั่งอัมเมอรัมเหวี่ยงดาบคู่เลย ข้างนึงถืออันที่แย่งจากคาลาดินสมัยกระนู้นส่วนอีกข้างถือโอธบริงเกอร์
คิวบู๊ตรงนี้เพลินมากเหมือนอ่านการ์ตูนโชเน็นอยู่ สู้กันร่างพังกันไปข้าง จนทั้งคาลาดินและอัมเมอรัมอยู่ในสภาพร่อแร่ คาลาดินจนตรอกขยับตัวแทบไม่ได้ อัมเมอรัมเดินตรงเข้าไปหมายจะปลิดชีพคาลาดิน
เมื่อนั้นศรก็แผลงลงมาปักใจกลางหน้าอกและศีรษะของอัมเมอรัม ปั้ก !!! ….ด้วยฝีมือของร็อคที่ยิงชาร์ดโบว์/Shardbow ลงมานั่นเอง ซีนนี้ก็ EPIC ตรงที่เขียนให้ร็อคมาเผด็จศึกนี่ล่ะ ร็อคที่ดูเป็นรักสันติ วันๆ ทำกับข้าวให้แกงค์สะพานสี่อ่ะ 😭😭
—- และแล้ว…ความบาดหมางของอดีตลูกน้องกับแม่ทัพก็จบลง —-
ตัดไปที่ฝั่งวิ่งเล่นไล่จับที่เซธกับลิฟต์ช่วยกันแย่งมณีแดง เมื่อแย่งกลับมาให้ดาลินาร์ได้(ระหว่างนั้นก็อิรุงตุงนังเหมือนกันกว่าจะเอากลับมาได้) ดาลินาร์จึงใช้ King’s Drop ในการผนึกปีศาจ Unmade นามว่า Nergaoul(รึอีกชื่อ “The Thrill” นั่นเอง) มันคือพลังงานที่โอเดียมขนมาสู้ในศึกครั้งนี้ และเป็นเชื้อไฟให้ทหารอัมเมอรัมคลุ้มคลั่ง ดาลินาร์ผนึกพลังงานเข้าใส่มณี พลังงานที่ครอบงำเหล่าทหารอยู่จึงจางหายไป
↑ เอ๊าาา ผนึกกกก
• คูลดาวน์ก่อนจบเล่ม
ในช่วงท้ายของหนังสือ เนื่องจากต้องหาผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากเอลอการ์ แต่ลูกของเอลอการ์: Gavinor ก็เยาว์วัยเกิน อโดลินก็ไม่เหมาะสมเพราะไปสังหารซาเดีย ซึ่งคนที่เหมาะจะขึ้นครองบัลลังก์คนถัดไปก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก
คลิกเพื่ออ่านสปอย
ยาสนาห์ !! (ไม่ใช่ดาลินาร์อยู่ดี ตึงโป๊ะ 55555)
เชอลันตกลงแต่งงานกับอโดลิน และเธอได้เจอกับพี่น้องที่อยู่ต่างแดนของเธออีกครั้ง บาลัทยื่นกระดาษให้ ซึ่งเป็นโน๊ตจากมเรซ(อิคนที่มีไก่กุ๊กๆ ยืนบนบ่าน่ะนะ) บอกว่าภารกิจต่อไปของวีลคือไปไล่ตาม Sja-anat นี่คือภารกิจของเธอในฐานะแกงค์โกสต์บลัด
ในอีกฟากนึง โมแอชกลับเข้าไปที่โคลินาร์และสังหารชายแก่ปริศนาคนนึง พร้อมกับมีดสั้นอาบพลังพิเศษ …ชายแก่ผู้นั้นคือ Jezrien/เยสเรียน หนึ่งในเฮรัลด์ในตำนาน …แต่อ้าวเอ๊ะ..เดี๋ยวก่อนนะ เฮรัลด์ก็อยู่มาเป็นพันๆ ปีล่ะนี่ จะมาตายง่ายๆ งี้เนี่ยนะ ? ใช่…เยสเรียนตายจริง… นั่นทำให้อีกเก้าคนที่เหลือสัมผัสได้ถึงการจากไปของเยสเรียนจนบางคนถึงกับกรีดร้องง…ฟังดูใจคอไม่ดีละแฮะ …ไอ้โมแอชนี่ก็ไม่หยุดทำให้คนอ่านเกลียดได้จริงๆ ฟ่ะ 55555 😂😂😭
ทางฝั่ง ทาราแวนเจียน/Taravangian เองก็มีคนไปเยี่ยม….โอเดียมนั่นไง ทว่า…ทาราแวนเจียนรู้ว่ามนุษย์ไม่สามารถเอาชนะศึกนี้ได้แน่ สู้ไม่ได้ก็ต้องเข้าร่วมล่ะวะ อาหห์ ท่านโอเดียม ข้ามีข้อเสนอดีๆ มาแลกเปลี่ยนท่าน แต่ท่านต้องปกป้องเมือง Kharbranth ของและประชาชนของข้าให้ปลอดภัยจากการล่มสลายครั้งนี้นะ…เอ๊าาา ไปเข้าพวกเดียวกันกับโอเดียมซะงั้น !
เล่มนี้จบด้วยมู้ดยิ้มๆ ดี ตรงที่ชื่อ Oathbringer คือชื่อดาบที่ดาลินาร์ใช้คู่กาย แต่ว่าชื่อเรื่องในแต่ละเล่มไม่ว่าจะ The Way of King เอย Words of Radiance เอยก็ล้วนเป็นชื่อคัมภีร์ชื่อตำราโบราณที่ตัวละครเคยเปิดอ่าน แล้วทำไมโอธบริงเกอร์ถึงมาแหวกแนวเป็นดาบเฉยเลยหว่าาาา หรือว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อหนังสือเสมอไป….ที่ไหนได้…
เหยยยย เหยชเข้ สุดท้ายมันก็เป็นชื่อหนังสือเหมือนกันแฮะ เอิ้ววววคลิกเพื่ออ่านสปอย
ดาลินาร์เริ่มหัดเรียนเขียนหนังสือ กิจกรรมที่เหล่าผู้ชายในสมัยนั้นไม่ทำ เขาประเดิมด้วยหนังสืออัตชีวประวัติของเขา:「 Oathbringer ความภาคภูมิและความอัปยศของข้า」 เขียนโดย ดาลินาร์ โคลิน
• แม้จะเนือยตลอดเล่มแต่ก็มีส่วนที่ชอบ
แม้โมเมนตัมทั้งเล่มจะมีความเนือยยยยยยกว่าสองเล่มที่ผ่านมา ต้องใช้ความพยายามในการเข็น แต่พอมีฉากพีคๆ อย่างฉากเมือง Rathalas เอย ฉาก Unite Them เอย จนมีอารมณ์ร่วมตามก็ทำให้คะแนนจากเดิมที่จะให้สามนั้นปัดขึ้นมาเป็นสี่ดาว
อีกฉากที่อยากพูดถึงคือฉาก….
จังหวะนั้นเอลอการ์ ราชาผู้อ่อนประสบการณ์กำลังจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองก็โดนขยำทิ้งไปซึ่งๆ หน้า เป็นฉากที่ทำเราอ้าปากอึ้งไม่ต่างจากคาลาดินที่ยืนช็อกอยู่ตรงนั้น แอบเศร้าไปอีกเมื่อคาลาดินมาสังเกตเห็นรูปที่เอลอการ์ถืออยู่ในมือ มันคือรูปเอลอการ์ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ วาดโดยเชอลัน…เอลอการ์รู้ซึ้งดีในความอ่อนหัดของตัวเอง การที่เขาได้เห็นใครสักเค้าวาดเค้าในมาดนั้นออกมาก็เหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เตือนสติว่าเค้าก็คงสามารถเป็นเวอร์ชั่นนั้นได้ ! ดังนั้นถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบตัวละครนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อถึงฉากที่เสียตัวละครนี้ไปเราก็อดใจตามไปด้วยหายไม่ได้ มิหนำซ้ำยังทำให้เกลียดขี้หน้าโมแอชยิ่งกว่าเดิม ขยันสร้างวีรกรรมทั้งไปฆ่าเยสเรียนกับฆ่าเอลอการ์…ให้ตายเถอะ ! การเดินทางของตัวละครนี้จะไปสุดที่ไหนกันนะ 😭😭คลิกเพื่อดูสปอย
วาระสุดท้ายของเอลอการ์ที่กำลังจะได้ปลดล็อคพลัง Knight Radiants. อีกนิดเดียวแท้ๆ เชียว กำลังจะได้พูด Ideals แล้วอ่ะ แต่จู่ๆ โมแอชก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวแล้ววิ่งมาเชือดเอลอการ์ทิ้ง … ห๊าาาา !!
🚨เรียบเรียงประวัติศาสตร์โลกกันสักหน่อย
ในเล่มนี้มีเฉลยปมบางอย่างไว้พอสมควร บางหน้าก็เล่นโยนข้อมูลเฉลยมาดื้อๆ งั้นเรามาไล่เรียงทบทวนกันลืมกันงงกันดีกว่า ยังไงก็ต้องใช้ต่อในเล่มต่อๆ ไป 🤣🤣🤣
ในบทที่ 38: Broken People โอเดียมเล่าให้ดาลินาร์ฟังว่า
โอเดียมเป็นผู้ประทานพลังให้กับฝั่งวอยด์บริงเกอร์ เมื่อใดที่พวกมันถูกฆ่า พวกมันก็จะกลับมาเกิดใหม่โดยสิงร่างของ Parshmen กลายเป็น The Fused (The Fused = Parshmen+วิญญาณคุ้มคลั่ง). พองอกใหม่มาไม่หยุดแบบนี้ สงครามก็ไม่มีวันจบ มนุษย์คงไม่มีทางปราบพวกมันได้เป็นแน่แท้
ต่อมา มีกลุ่มมนุษย์อาสาสมัครใจดีซึ่งประกอบด้วยผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน พวกเค้าไปติดต่อมวลสารพลังงาน Honor(ออเนอร์). ออเนอร์เห็นดังนั้นจึงได้สร้าง Oathpact ขึ้นมา มันคือพันธสัญญาแห่งพลังที่จะผนึกเหล่าวิญญาณร้ายพวกนี้ได้ ซึ่งพวกเขาทั้งสิบก็คือ เฮรัลด์/Herald ยอดมนุษย์ผู้เป็นเดอะแบกและความหวังของมนุษยชน !!
ออเนอร์และ Cultivation(คัลติเวชั่น อีกหนึ่งมวลสาร)จะคอยผนึกโอเดียม ส่วนในฝั่งของวิญญาณร้าย ก็ให้เฮรัลด์เป็นคนดูแล
เมื่อเกิดอภิมหาสงครามของทั้งสองฝั่ง(เรียกสงครามว่า Desolation) พอเหล่าวอยด์บริงเกอร์ม่องเท่งไป พวกมันจะไปตกอยู่ใน Damnation(ห้วงนรก) ซึ่งระหว่างที่อยู่ในนรกนี้ เหล่าเฮรัลด์อาสาสมัครเดอะแบกของพวกเราจะคอยยับยั้งไม่ให้ฝูงวิญญาณพวกนี้หลุดออกมาจากกรงได้ พวกเขาเป็นเสมือนเจ้าหน้าที่คุมขังไม่ให้นักโทษหนีออกมาเล็ดลอดออกมา โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสิบต้องสมัครสมานสามัคคี ห้ามมีใครคนใดคนนึงยอมจำนน ไม่งั้นผนึกนี้จะเป็นโมฆะ และเหล่าวิญญาณร้ายจะกลับออกมาสิง Parshmen เพื่อก่อสงครามอีกรอบ
แต่การจะกำราบวิญญาณร้ายพวกนี้มันเชื่องซะที่ไหน นักโทษตัวฉกาจก็คงทำร้ายเฮรัลด์ ทรมานพวกเค้าบ้าง และความพิเศษของ Oathpact คือออทั้งสิบจะแชร์ความเจ็บปวดร่วมกัน ถ้านาย A โดนอัด นาง B ก็เจ็บเป็นเพื่อนด้วย ราวกับสิบคนเป็นหนึ่งเดียว😅 แบบนี้…ต่อให้ฉันไม่โดนทรมานแต่เพื่อนฉันโดนอัด ฉันก็เจ็บอยู่ดีนี่หว่า เอ๊า (คอนเซปต์คนเชื่อมกันได้ยังกะซีรีส์ Sense 8 ฮา)
สุดท้ายมันก็ต้องมีคนยอมสักคน โอ๊ยๆๆๆ ข้ายอมแล้ว อย่าทำข้าอีกเลย นั่นก็ทำให้เหล่าวิญญาณร้ายหลุดออกมาและกงกรรมกงเกวียนของสงครามก็กลับมาอุบัติอีกครั้ง …นับวันเข้าระยะห่างของ Desolation ก็ลดลงทุกที (เฮรัลด์คงแบบ…ตรุก็คนมีหัวใจนะ ชักจะหมดความอดทนที่โดนทรมานทรกรรมทุกที เหมือนหินที่โดนน้ำเซาะกัดความอดทนลงทุกวัน😅😓)
จากเดิมที่ระยะห่างของสงครามเว้นเป็นร้อยๆ ปี….พอเข้าช่วงท้ายๆ มันก็เริ่มเหลือแค่ระยะสิบปีหรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
แต่อยู่มาวันหนึ่ง เหล่าเฮรัลด์เก้าคนก็สังเกตว่า…มันจะมีคนนึง ที่ไม่เคยยอมจำนนเลยนี่หน่า เค้าคือ ทาเลนาลัท/Talenelat (ซึ่งก็คือชายเสียสติในห้องขังที่ดาลินาร์ไปพบเข้านั่นไง)
ซึ่งในศึก Desolation ครั้งสุดท้าย(หรืออีกชื่อ Aharietiam ในประวัติศาสตร์โลกนั้น) ทุกคนเข้าใจว่ามันคือศึกสุดท้ายจริงๆ เราปราบวอยด์บริงเกอร์สำเร็จแล้ว เย้ !!! แต่ไม่ใช่หรอก…มันไม่ใช่ครั้งสุดท้าย.. อ้าว ถ้างั้นมันคืออะไรกันล่ะ?
ในแต่ละ Desolation นั้น เหล่าเฮรัลด์ที่ตายในสนามรบ พวกเขาจะถูกส่งไปที่นรก Damnation ในทันทีเพื่อทำภารกิจคุมขังวิญญาณ… แต่เฮรัลด์คนที่รอดล่ะ? สุดท้ายคนที่รอดก็ต้องตามไปจอยกับเพื่อนใน Damnation เหมือนกัน เพราะภารกิจผนึกนี้ต้องอาศัยพวกเขาทั้งสิบ โดยออเนอร์เตือนไว้ว่า ถ้าใครสักคนไม่ไปรวมกับเพื่อนในนรก…มันจะนำไปสู่หายนะ
ซึ่งในครั้ง Aharietiam เหล่าเฮรัลด์ทั้งเก้าเมื่อสังเกตได้ว่าเจ้าทาเลนาลัท มันภักดี มันไม่ยอมจำนนง่ายๆ หรอก เมื่อศึก Aharietiam จบลง ทาเลนาลัทดันเป็นคนเดียวในกลุ่มเฮรัลด์ที่ตายในศึกครั้งนี้ อีกเก้าคนกลับรอด
ซึ่งเดิมที พวกเขาทั้งเก้าต้องเข้าไปช่วยทาเลนาลัททำภารกิจผนึกใน Damnation ถูกมั้ย ? แต่พวกเขาเหนื่อยล้าเหลือเกินกับกงกรรมกงเกวียนอันไม่รู้จบ การทรมานเจ็บตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอกันทีกับการกลับไปเข้าในนรก (ทำภารกิจเดิมซ้ำๆ มาเป็นร้อยๆ ปี ความมุ่งมั่นในช่วงแรกๆ เหมือนสมัยที่เดินไปทำ Oathpact กับออเนอร์ตอนแรกๆ มันก็คงไม่มีแล้วล่ะ…)
งั้นพวกเราก็ปล่อยให้ทาเลนาลัทสู้กับผีร้ายอยู่คนเดียวในนรกไปสิ และหวังว่ามันจะไม่ยอมจนนนะ… ดังนั้น Aharietiam จึงไม่ใช่ศึกสุดท้าย แต่มันคือช่วงสงบศึกสั้นๆ ตราบใดที่ทาเลนาลัทยังคงยืนหยัดต่อสู้และไม่ยอมจำนนเพื่อไม่ให้วิญญาณร้ายหลุดออกมาได้ เฮ้ยย ! ทิ้งเพื่อนเอาตัวรอดนี่หว่า !!
เฮรัลด์ทั้งเก้าทอดทิ้ง Oathpact ทอดทิ้งหน้าที่ วางดาบปักไว้ที่พื้น เหลือเพียงดาบของทาเลนาลัทที่ไม่อยู่ ฉากนี้จะไปประจวบเหมาะกับต้นเรื่องของนิยาย The Way of Kings นั่นเอง

(รูปภาพประกอบจาก Stormlight Guide Book)
แต่ทาเลนาลัทก็มนุษย์อยู่ดีมั้ย 55555 อดทนสู่มานานมากกก จนในที่สุดเค้าก็ยอมจำนน กลับมาในสภาพชายเสียสติ (โดนทรมานอยู่คนเดียว เพื่อนก็ไม่กลับไปช่วยสักคย ไม่แปลกใจที่เสียสติ 🥲😭😭)
ซ้ำร้าย โอเดียมได้ปิดสวิตช์กงกรรมกงเกวียนเก่าของเดิมแล้ว…ต่อจากนี้ถ้า Fused ตาย พวกเจ้าไม่ต้องกลับไป Damnation อีกต่อไป เพราะข้าสร้างพายุเอเวอร์สตอร์มที่เป็นบ่อเกิดชีวิตใหม่ให้พวกเจ้าแล้ว ถ้าครั้งหน้า พวกเจ้าตาย พวกเจ้าจะไปเกิดใหม่ในเอเวอร์สตอร์มแทน ไม่ต้องไปลงกรงขังนั่นละโว้ยยย ฮ่าๆๆๆ
และนั่นก็คือประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 101 ประจำวันนี้….
ขอรีรันรูปกราฟฟิก The History of Man ที่พวกเราเปิดเจอในเล่มหนึ่งอีกสักรอบ

- The Expulsion — เมื่อ Tranquiline Halls ล่มสลาย
- The Desolations — สงครามกับวอยด์บริงเกอร์
- Aharietiam — Desolation ครั้งสุดท้าย วอยด์บริงเกอร์พ่ายแพ้ (เหรออออ)
- The Recreance — การทอดทิ้งของ Knight Radiants (เฮรัลด์ทิ้งหน้าที่ไม่พอ เหล่าอัศวินยังจะทิ้งอีก 😭)
- The Hierocracy — ความเสื่อมของศาสนาโวริน (Vorin)
🚨 เล่มเสริม 3.5 —Dawnshard ริซึนตะลุยเกาะปริศนา อ่านก่อนไปเล่ม 4 Rhythm of War (สปอยเล่ม 3+3.5)
↑ เดินทางสู่เกาะปริศนา
Dawnshard/ดอว์นชาร์ด เป็นเรื่องสั้นภาคเสริมว่าที่มีริซึน/Rysn เป็นคนเดินเรื่อง เธอคือตัวละครที่โผล่มาใน Interlude เล่มสองที่เกิดอุบัติเหตุตกลงมาจากที่สูงจนขาพิการนั่นเอง🥲 ริซึนได้รับภารกิจจากยาสนาห์ให้ไปสำรวจเกาะอาคินาห์(Akinah) เกาะลึกลับที่เหล่า Knight Radiants บินเข้าไปแล้วก็โดนสูบพลังสตอร์มไลท์หายไปดื้อๆ ซะงั้น เธอต้องพาเรือแวนเดอร์เซล/Wandersail พร้อมด้วยทีมของโลเปนจอมป่วน ไปสำรวจเพื่อไขปริศนาเกาะแห่งนี้ให้ได้
เราชอบที่เล่มนี้เดินเรื่องโดยสองตัวละครที่มีความพิการ อย่างริซึนก็มีแผลในใจเพราะเธอไม่สามารถใช้งานขาเหมือนเดิมได้ ในขณะเดียวกันโลเปนเองก็เคยมีแขนข้างเดียวมาก่อน(ก่อนที่จะได้รับสตอร์มไลท์ให้งอกแขนอีกข้างขึ้นมา) เขาจึงเข้าใจหัวอกริซึนที่รู้สึกถึงร่างกายตัวเองมีไม่สมบูรณ์ครบสามสิบสอง
↑ ริซึนสำรวจโบราณสถาน
ระหว่างทางไปก็เต็มไปด้วยอุปสรรค ลางร้ายต่างๆ นาๆ ที่ดูเหมือนจะมีใครจัดฉากรึเปล่า ?? จนสุดท้ายก็ไปถึงเกาะอาคินาห์สำเร็จ ริซึนเผลอไปปลดผนึกในอารามด้านในทำให้ได้พลังดอว์นชาร์ด มาสถิตในตัวดื้อๆ ซะงั้น😅
และปริศนาได้เฉลยว่าลางร้ายต่างๆ นั้นเกิดจากนิลคิ/Nilki เป็นคนทำ นิลคิเป็น Sleepless(เผ่าพันธุ์อมนุษย์ที่มีอายุมานานกว่าร้อยปี) เค้าแอบแฝงมาในเรือและพยายามหาทางไม่ให้เรือของริซึนไปถึงที่หมายสำเร็จ เพราะเค้าไม่อยากให้เหล่ามนุษย์รู้ว่าข้างในเกาะมีอะไร
แต่ด้วยความที่ริซึนได้พลังดอว์นชาร์ดไปสิงไปแล้ว เธอจึงสามารถต่อรองกับนิลคิได้ ว่าเธอจะต้องกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เธอจะไม่บอกใครเรื่องดอว์นชาร์ดที่เจอในเกาะนี้ ถือซะว่าชั้นเป็นคนคุ้มครองพลังนี้ให้แล้วกันไงล่ะ ! เหล่าสลีพเลสนั้นตกลง แต่เพื่อความสบายใจ สลีพเลสจึงขอติดสอยห้อยตามริซึนไปด้วย ไม่งั้นคงเป็นห่วงแย่
พลังดอวน์ชาร์ดนั้นดูยิ่งใหญ่ที่ถ้าหากตกไปอยู่ผิดมือคงต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ (แอบไปเปิดสปอยก็เหมือนเป็นพลังโกงๆ อันนึงแฮะ 555555)
อยากรู้เลยว่าพอเขียนพล็อตให้พลังนี้มาสถิตอยู่กับริซึน ในอนาคตจะให้ริซึนมามีบทในเส้นเรื่องหลักยังไงบ้างนะ ?
ในเล่มยังมีโมเมนต์ชวนจิ้นน่ารักๆ ระหว่าง
ริซึนกับกัปตันคอร์ด/Cord อิอิ 55555คลิกเพื่อดูสปอย
— จบรีวิวสำหรับเล่ม 3+3.5 มา ณ ที่นี้ —
📌🤝 แวะมาทักทาย แลกฟอลได้ใน goodreads หรือแชร์ข้อมูลว่ามีอะไรที่เราตกหล่นมั้ย พูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อได้ในช่องทางโซเชียลอื่นๆ ที่ About Me ได้จ้าาา
♦ ซัพพอร์ต/สนับสนุนคนเขียนบน ko-fi กันได้น้า
หากคุณชอบคอนเทนต์ของพวกเรา อยากเป็นสายซัพ สนับสนุน ช่วยค่าขนมและกาแฟ เป็นครั้งคราว สามารถซัพพอร์ตที่ ko-fi ได้จ้า (www.ko-fi.com/gleegmjournal) คลิก

♦ แหล่งซื้อหนังสือ + บทความอื่นๆ
📖 ติดตามรีวิวหนังสือนิยาย/Non-fiction อื่นๆ ได้ใน https://gleegmjournal.com/category/review/book/
🎬อัปเดตความคืบหน้าหนังคนแสดง Mistborn, ซีรีส์ The Stormlight Archive จะมีสิบตอน (และโปรเจกต์อื่นๆ)
🎼รีวิว จิตวิทยาดนตรี Psychology of Music หนังสืองานวิจัยเปิดโลกระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับดนตรี
🎮รีวิวนิยาย+หนัง Ready Player One จุดศูนย์รวม Pop Culture ยุค 80 กับเควสล่าไข่ปริศนาที่ลงตัว
🧠ชวนฟัง Podcast สมอง: จะอ่านหนังสือความรู้หรือนิยาย ก็ดีต่อสมองทั้งนั้นล่ะน่า #ชวนฟัง
📌 เริ่มอ่านนิยายแฟนตาซีของ Brandon Sanderson เริ่มยังไงดี ?
🎶 แนะนำเพลงเด็ดเพชรในตมของ ClariS (ที่ไม่ได้ประกอบอนิเม) และอาจโดนใจคุณก็เป็นได้
📖 ซื้อหนังสือ Words of Radiance แบบเล่มภาษาอังกฤษใน Kinokuniya
📖 มีรีวิวของเราฉบับภาษาอังกฤษอยู่บน goodreads ด้วย:
• รีวิว Oathbringer(คลิก) และ รีวิว Dawnchard(คลิก)
🏀 บล็อกหัวข้อกีฬา คลิก | 📖 รีวิวBook หนังสือ |🎧 รีวิว Music ดนตรี |🎬 รีวิว Film Series หนัง ซีรีส์ | 📺 Anime อนิเมะ | 📊 Data Analytics – Tech | สารพันวงการ Data และเรื่อง Techๆ | 🪴 สารบัญรีวิวทุกประเภท All Review
🚨 References อื่นๆ สำหรับคนที่สนใจอยากอ่านต่อและยอมโดนสปอยได้
รีวิว oathbringer


![Rich Dad Poor Dad [Short Review & Key Takeways]](https://gleegmjournal.com/wp-content/uploads/2021/04/rich-dad-poor-dad-cover-768x1152.jpg)


