รีวิว+พูดคุย The Stormlight Archive เล่ม 2 Words of Radiance ภารกิจลวงโลกของปราชญ์สาวช่างเวิ่น + Edgedancer เล่ม 2.5 [มีปุ่มซ่อนสปอย]
รีวิว words of radiance

โพสรีวิวก็ยาวตามไปด้วย 555555
ถึงเวลาคลอดบล็อกโพสรีวิวเล่มที่ 2 ของ The Stormlight Archive — Words of Radiance กันสักที !!! ถ้าแปลชื่อตอนเล่มนี้เป็นภาษาไทยแบบซับนรกก็คงเป็นประกาศิตประภัสสร 😂😂 ที่จริง เราอ่านเล่มนี้จบตั้งแต่ตอนธันวา 2024 แต่หนีไปเขียนบล็อกหัวข้ออื่นอยู่ เพิ่งจะได้มาเคลียร์คิวเขียนรีวิวเล่มนี้ก็เว้นช่วงเกินครึ่งปีเลยทีเดียวเชียว
เล่มที่หนึ่ง—ชื่อตอน The Way of Kings ได้เปิดฉากมหากาพย์แดนพายุพิโรธไปหนึ่งพันหน้าถ้วนแล้วพาผู้อ่านไปรู้จักกับสามตัวละครหลัก ไม่ว่าจะ คาลาดิน (Kaladin), เชอลัน (Shallan) และ ดาลินาร์ (Dalinar) คราวนี้ ทิศทางของทั้งสามจะเดินไปยังไงอนะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง…เริ่มกันเลยดีกว่า ลุยย !
โพสนี้เป็นรีวิว The Stormlight Archive เล่ม 2
สำหรับคนที่อยากอ่านรีวิวเล่มที่ 1 คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
📌 รีวิว The Stormlight Archive เล่ม 1 The Way of Kings การลุกขึ้นของมือหอกยอดนักบุญ 📌

และเนื่องจากบทความนี้เป็นรีวิวเล่มสอง คนที่อยากได้รีวิวเล่มที่สองแบบไม่อ่านสปอย สามารถกดให้เว็บกระโดดไปที่หัวข้อสรุปรีวิว
>> ✅ สรุปรีวิว Stormlight Archive 2: Words of Radiance (ไม่สปอยเนื้อเรื่องสำคัญ) <<
เพราะหัวข้อนอกเหนือจากนั้น มีสปอยเล่ม 1-2 แล้วทั้งหมด รวมถึงพูดถึงทฤษฎีของหนังสือและจักรวาลของนักเขียนที่ไปอ่านจากเน็ตมาประกอบ)
⚡ บทความรีวิวนี้จึงเหมาะกับผู้อ่านที่รับได้การถูกสปอยเนื้อหาของเล่ม 1-2 และอาจมีการพูดถึงเนื้อหาบางส่วนของเล่มถัดไปเล็กน้อย ⚡
สารบัญ
หมายเหตุการแปลชื่อภาษาไทยในโพสนี้
[1] เนื่องจากโพสนี้มีการเขียนภาษาไทยทับศัพท์ชื่อตัวละครหลัก โดยอ้างอิงมาจากหนังสือ Stormlight World Guide แต่บางตัวก็ไม่ได้ระบุในหนังสือมาให้ เราเลยอาจเขียนชื่อทับศัพท์ไทยผิดหรืออาจจะไม่ตรงกับฉบับหนังสือเสียง
[2] สำหรับชื่อสถานที่ หรือบางชื่อที่เหมาะเก็บไว้เป็นภาษาอังกฤษ เราจะยังคงภาษาอังกฤษไว้ในบทความเหมือนเดิมและเป็นวงเล็บภาษาไทยไว้ให้ (เป็นการแปลไทยแบบไม่เป็นทางการ)
♦ วิธีการอ่านแบบหลบเลี่ยงสปอย (อ่านเฉพาะหัวข้อที่มี ✅ ข้างหน้า)
🚨← มีไอคอนนี้อยู่ด้านหน้าแปลว่าหัวข้อนี้มีสปอย
.
.
✅ สรุปรีวิว Stormlight Archive 2: Words of Radiance (ไม่สปอยเนื้อเรื่องสำคัญ)
เราขอเอาการสรุปรีวิวแบบปลอดสปอยมาไว้ที่ตรงแรกก่อน เผื่อใครไม่อยากเลื่อนลงไปข้างล่างแล้วเห็นภาพประกอบต่างๆ 55555 (มันเลี่ยงที่ไม่ใส่ไม่ได้จริงๆ เพราะเข้าเล่มสองแล้ว) เลยขอเอาสรุปมาไว้หัวข้อบนสุดก่อน
Words of Radiance เป็นนิยายเล่มต่อที่อัปสเกลต่อจากเล่มแรก หลังจากที่เล่มหนึ่ง The Way of Kings ปูเซตติ้ง,ระบบพลัง และปูมหลังตัวละครไปเบื้องต้นแล้ว เล่มนี้จึงสามารถเจาะลึกระบบพลังได้ถึงลูกถึงคนยิ่งขึ้น ปูมหลังตัวละครที่สลับไปขุดตัวอื่นบ้าง เล่มนี้เด่นขึ้นมาตรงที่มีธีมสายลับ ฉันต้องปลอมตัวเพื่อเอาตัวรอดไปให้ถึงอีกที่หมาย และไปล้วงลับข้อมูลศัตรูเข้ามาด้วย
ฉากบู๊ที่จากในเล่มแรกให้มาราว ๆ สองฉาก เล่มนี้จัดให้อิ่มจุกกว่าเดิม ไม่ว่าจะศึกกลางเล่มที่ฟันกันไปหลายตัว กลิ้งกระเด็นตกเขาเอย หรือกระทั่งไคลแมกซ์ยิงยาวท้ายเล่มดั่งเคย แต่ถึงกระนั้น เนื้อหาบางส่วนก็มีความย่อยยาก ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้แจกแจงละเอียดในทุกภาคส่วนของแต่ละมุมมองตัวละคร บางฉากก็ตัดออกไป คนอ่านต้องไปเสกมโนภาพเอาเอง ทำให้มีจุดที่สะดุดเพราะแวะใช้สมองประมวลผลพอสมควรว่าใครทำอะไรที่ไหน ทำไมคนนี้มาตรงนี้
หากจะเทียบกับ Mistborn ที่เป็นงานของคนเขียนของคนนี้เช่นกัน Words of Radiance ก็เป็นผลงานที่ใช้พลังสมาธิในการทำความเข้าใจมากกว่า ไม่ได้อ่านลื่นขนาดนั้นจึงเป็นจุดที่เราติดขัดเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม Words of Radiance เป็นเล่มต่อที่ใช้ศักยภาพจากพล๊อตที่ฟูมฟักไว้ในเล่มหนึ่งซึ่งมันเริ่มผลิดอกออกผลเพื่อเตรียมมาเดินเครื่องในเล่มต่อนี้อย่างจริงจัง ไหนจะแอ๊คชั่นที่เวอร์วังกว่าเดิม และถ้าคุณชอบสุดยอดมหากาพย์พลังเวทย์และตำนานประวัติศาสตร์ระดับพันปี เล่มนี้ก็ยังคงเป็นเล่มที่คุณคงไม่ผิดหวัง
.
.
.
.
🚨 เนื้อเรื่องย่อเล่ม 2 (สปอยเล่ม 1)
หลังจากสิ้นสุดศึกที่เกือบขยี้กองทัพของดาลินาร์จนเละเทะ เขาได้เลื่อนยศขึ้นมาเป็นผู้ดูแลการสงครามประจำอาณาจักร (Highprince of War) อีกทั้งได้คาลาดิน—นายทาสแบกสะพานแห่งหน่วย 4 (ฺBridge Four) ผู้มุทะลุวิ่งฝ่าดงศัตรูมาช่วยเขา มาเข้าร่วมกองพลด้วย
แต่แล้ว เมื่อดาลินาร์เลื่อนตำแหน่งขึ้นมา เขาก็เจอศึกวงในอย่างการเมืองคานอำนาจระหว่างเหล่าองค์ชายทั้งหลาย (Highprince) ที่ไม่อยากให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ ไหนยังจะมีศึกวงนอกนั่นคือเผ่าทหารเพลงมิวสิคัล—เผ่าเพอเชินดี้ (Pershendi) ที่ดูฉลาดรบขึ้นกว่าเก่า รึจะมือสังหารไร้ผมในชุดขาวสุดอำมหิต เซธ (Szeth) ผู้เคยปลิดชีพราชาคนก่อน กาวิลาร์ (Gavilar) ไปไม่พอ ครั้งนี้เค้าหมายหัวจะปลิดชีพคนน้องซึ่งก็คือดาลินาร์ด้วย
อีกฟากหนึ่ง ปราชญ์สาวหัวส้ม เดอะแบกประจำตระกูล—เชอลัน เดอวาร์ (Shallan Davar) ผู้ลักขโมยถุงมือทรงอิทธิฤทธิ์ของ ยาสนาห์ (Jasnah) ไม่สำเร็จ แถมเกือบจะขิตจากยาพิษจากอ้ายคนหลอกลวงคนหนึ่งที่เข้ามาตีสนิท แต่ด้วยความที่เธอได้ไปสัมผัสมิติปริศนา เชดส์มาร์ (Shadesmar) มิติพิศวงที่ยาสนาห์เชื่อว่าจะไขรหัสลับประวัติศาสตร์โลก เธอจึงเป็นหนึ่งในบุคลากรสำคัญที่ยาสนาห์ดึงมาร่วมภารกิจด้วย
แม้ต่างคนจะต่างมีภารกิจที่ต้องทำจากต่างสถานที่ แต่หารู้ไม่ว่า…มันกำลังจะนำพาไปสู่ผลกระทบอันใหญ่หลวงที่เส้นทางของทุกคนต้องมาบรรจบกัน
🚨สิ่งที่เด่นชัดขึ้นในเล่มนี้ (สปอยเล่ม 2)
♦ ระบบพลัง การเสกสรรโลกที่อธิบายเพิ่มขึ้น
• Stormlight — ขุมพลังงานปริศนา
เล่มแรกแง้มระบบพลังไปเพียงหน่อยนึง เราพอรู้ว่ามันมี Stormlight (สตอร์มไลท์)—พลังแสงสีฟ้าที่เมื่อสูดเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังเอนกประสงค์ได้ตามแต่ประเภทผู้ใช้งาน อย่างที่เซธสูดสตอร์มไลท์จากตะเกียงตามทางเดินปราสาทเพื่อเหาะเหินเดินอากาศ เปลี่ยนพลังแรงโน้มถ่วงสู้กับทหารองค์รักษ์ หรือคาลาดินที่ถูกทำโทษจับห้อยหัวท่ามกลางพายุพิโรธ แต่กลับรอดมาได้เพราะได้สูดสตอร์มไลท์ระหว่างพายุโหมกระหน่ำเพื่อฮีลตัวเองตลอดเวลา (พูดถึงการสูดพลังเข้าร่างกายแล้วนึกถึงระบบพลังในนิยาย Warbreaker (รีวิว) เลยน้า~ สูดลมหายใจใช้พลังเหมือนกัน)

(รูปจาก Stormlight World Guide)
ในเล่มนี้ มีฉากที่ตัวละครเริ่มรู้จักพลังชนิดนี้ แล้วลองทำความคุ้นเคย,หัดใช้พลังของมัน เช่น คาลาดินที่ทดลองฝึกวิชาตีนตุ๊กแก ใช้สตอร์มไลท์ที่เท้าเพื่อให้เดินไต่กำแพงได้…(แหม เรียกตีนตุ๊กแกซะแย่เลย 55555) หรือเชอลันที่ลองใช้สตอร์มไลท์ร่วมกับการวาดรูปของเธอเพื่อเสกภาพลวงตา,เปลี่ยนแปลงความจริง (ซึ่งวิชานี้เรียกว่า Lightweaving หรือ Soulcasting)
• Shadeplate & Shardblade — เกราะและดาบอาบพลัง
สำหรับเหล่าทหารผู้ทรงเกียรติ ถึงจะไม่มีทักษะเรียกใช้พลังงานสตอร์มไลท์เหมือนกลุ่มข้างบน แต่พวกเค้ายังมีอาวุธอาบพลังสตอร์มไลท์ สิ่งนั้นคือเกราะที่เรียกว่าชาร์ดเพลท (Shardplate) และดาบชาร์ดเบลด (Shareblade)
ผู้ใดที่ครอบครองอาวุธชนิดนี้ไว้มากชิ้นก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความทรงอิทธิพล บ่อยครั้งจึงมีการประลองที่แย่งชิงอาวุธนี้ ฝั่งอาวุธประเภทนี้จะถูกนำเสนอในเส้นเรื่องของดาลินาร์และอโดลิน (Adolin)
และไม่ใช่แค่ว่ามีดาบแล้วไปกวัดแกว่งใส่คู่ต่อสู้มั่วซั่วอย่างเดียวนะ เค้ามีกระบวนท่าในการถือดาบ,จ้วง,แทง ต่างๆ ให้ถูกหลักด้วย

รูปประกอบในหนังสือ WoR
• Spren — ภูตน้อย
ในระบบนิเวศของเรื่องนี้มีเจ้าภูตน้อย สเปรน (Spren) ที่จะปรากฏตัวออกมาตามโอกาสต่าง ๆ เช่น คุณกำลังโกรธเหรอ ? น้อง Angryspren จะโผล่มา คุณดีใจเหรอ ? น้อง Gloryspren ก็จะออกมา ใครเล่นดนตรีอยู่ บรรยากาศในห้องกำลังม่วนจอย เจ้า Musicspren ก็จะโผล่ออกมา

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
แต่นอกจากสเปรนที่ดูดาษดื่นหาได้ทั่วไปพวกนี้แล้ว มันยังมีสเปรนชั้นสูงที่ดูพิเศษขึ้นมา เป็นสเปรนพูดได้ ตัวอย่างเช่น ซิลว์ (Syl) ภูตสีฟ้าผู้คอยให้กำลังใจคาลาดินตลอดเวลา ไม่ได้ซิลว์คอยพูดชูใจอยู่ข้าง ๆ นี่…คาลาดินน่าจะขิตไปจริงๆ ละมั้ง… หรือแพทเทิร์น (Pattern) เจ้าชุดดำที่หัวมีรูปร่างเหมือนสัญลักษณ์ดอกจันเส้นยึกยือ คอยติดสอยห้อยตามและสนทนาภาษาติสๆ กับเชอลัน (ในช่วงหลังๆ ของเล่ม ดูมันจะพูดคล่องเป็นภาษาคนมากขึ้น) หรือวินเดิล (Wyndle) ก้อนใบหน้าพฤกษาพูดได้ที่โผล่มาในตอน Interlude ของลิฟท์ (Lift)
สเปรนชั้นสูงพวกนี้มีกลไกพลังบางอย่างที่เล่นกับคู่หูที่เค้าเกาะแกะด้วย อย่างเช่นเล่มนี้ ซิลว์ไม่ได้แค่ร่อนไปมาแล้ว แต่สามารถแปลงร่างเป็นหอกคู่มือคาลาดินได้ ! (แหม๊ จะว่าเหมือนสแตนด์ในการ์ตูนโจโจ้ หรือการ Oversoul แปลงร่างวิญญาณในการ์ตูนชาแมนคิง หรือคู่หูอาวุธในการ์ตูน Soul Eater ก็ได้อยู่ว 5555)
แต่ละสเปรนชั้นสูงที่มาเกาะกับมนุษย์ก็ดูออกแบบมาให้เป็นคู่หูคู่ใจที่เข้าท่ากับมนุษย์คนนั้นดี เช่น คาลาดินที่ชอบพูดตัดพ้อตลอดเวลาก็ต้องมีซิลว์คอยชูใจถัวความอึมครึมอยู่ข้างๆ
แพทเทิร์นดูเหมาะเหม็งที่คู่กับเชอลัน เพราะคนที่จะทนต่อการพูดจาวกวนติสๆ ของมันได้ก็เห็นจะมีแต่เชอลัน 😂 อีกทั้งแพทเทิร์นยังสามารถชี้แนะวิธีการใช้วิชา Soulcasting ให้กับเธอ แถมดูเหมือนว่ามันจะรู้เห็นบางอย่างเกี่ยวกับเบื้องหลังของมิติเชดส์มาร์อีกด้วยแต่ยังไปปริปากอะไรมากนัก
วินเดิลเองก็มีนิสัยคุณลุงใจเย็น อย่างน้อยก็พอจะมีความอดทนกับลิฟท์—เด็กสาวหัวขโมยจอมแก่น,อยู่ไม่สุขและไม่ค่อยใส่ใจฟังเรื่องยากๆ ที่วินเดิลอธิบายใส่หัวตนสักเท่าไหร่
• Fabrial — สิ่งประดิษฐ์แฝงเวทมนตร์

เรามีพวกเหนือมนุษย์ที่สูดสตอร์มไลท์มาใช้ต่อสู้ได้โดยตรงแล้ว มีนักรบที่ใช้สตอร์มไลท์ทางอ้อมด้วยการสวมเกราะชาร์ดเพลทแล้ว สตอร์มไลท์ยังมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มันใช้เป็นแสงไฟในปราสาท หรือนำมาเล่นแร่แปรธาตุ สร้างเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่อาศัยสตอร์มไลท์ในการทำงาน สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เรียกว่าเฟเบรียล (Fabrial) เช่นถุงมือ Soulcaster ที่ยาสนาห์พกติดตัว หรือมาเป็นสิ่งปลูกสร้างชิ้นใหญ่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ เช่นฐานลอยฟ้าที่สามารถลอยตัวขึ้นด้วยสตอร์มไลท์เพื่อให้พลธนูยิงธนูจากด้านบนได้ เพิ่มความได้เปรียบในสมรภูมิ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะคิดปุบปับแล้วสร้างได้เลย มันมีอุปสรรคต่างๆ กว่าจะได้เป็นของสักชิ้นเหมือนกัน
เนื้อเรื่องในส่วนนี้ เราจะได้สัมผัสมุมมองของตัวละครอื่นที่ไม่ได้มาทางสายบู๊ เช่น นาวานี (Navani) คุณเจ๊นักปราชญ์ผู้หลงใหลในการทดลองคิดค้นเฟเบรียล
♦ Interlude—ฉากคั่นก่อนไปองก์ต่อไป มันมีหน้าที่แบบนี้นี่เอง

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
ก่อนที่หนังสือจะขยับไปองก์ (Part) ถัดไป หนังสือจะพาคุณเข้าสู่บทคั่นระหว่างองก์ (Interlude) ก่อนเสมอ ซึ่งมันเป็นตอนสั้น ๆ (แต่บางทีก็ไม่สั้น) ที่โฟกัสไปยังตัวละครนอกเส้นเรื่องหลัก ใครอ่านทีแรกตั้งแต่เล่มหนึ่งก็คงจะเง็งอยู่ไม่ใช่น้อยว่าใส่บทตัวพวกนี้เข้ามาทำไมหว่า ?? เพราะเป็นตัวละครที่แทบเชื่อมโยงอะไรไม่ได้กับตัวในเส้นเรื่องหลักเลย ดูเล่าแบบสะเปะสะปะ
แต่เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มจับไต๋ได้ เพราะการมีอยู่ของ Interlude นี่แหละ ทำให้คนอ่านเข้าใจธรรมชาติ พื้นเพและโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดน The Stormlight Archive มากขึ้น มันมีทั้งบทที่โฟกัสคนรู้จักของเส้นเรื่องหลักเช่น บาลัท(Balat)—พี่ชายของเชอลัน รึบทที่ดูหาจุดเชื่อมโยงกับเส้นเรื่องหลักไม่ได้เลย แต่ทำให้เข้าใจว่า ณ อีกฟากโลกเค้าทำอะไรกันอยู่ เช่น ริซน์ (Rysn) นักการค้าที่เดินทางไปตามอาณาจักรต่างๆ เพื่อทำมาค้าขายและแวะไปยังเกาะแห่งหนึ่ง, เอ็กซี่ (Axies) หนุ่มร่างฟ้าตัวล่อนจ้อนที่ดูหลงไหลในเรื่องของสเปรน
จนกระทั่งในเล่มนี้ มีบท Interlude บทนึงที่กินพื้นที่ยาวกว่าใครเพื่อน แถมเธอคนนี้ยังมีเนื้อเรื่องต่ออีกในหนังสือเรื่องสั้นแยกออกมาชื่อ Edgedancer เป็นเล่ม 2.5 ที่เขาว่าควรอ่านก่อนไปเล่ม 3—Oathbringer …แหม ลิฟท์ได้แอร์ไทม์ไปเยอะขนาดนี้ ดูมีเค้าลางน่าจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในภายภาคหน้าแหงๆ
🚨 โลกที่ดูกว้างใหญ่แต่ก็กลมกว่าที่คิด

รูปประกอบในหนังสือ WoR
ถ้าดูจากแผนที่ในหน้าแรกๆ เราจะเห็นว่ายังมีอีกหลายอาณาเขตที่หนังสือไม่ได้พูดถึง อาจจะมีบทแค่กล่าวลอยๆ ว่าคนนี้บ้านเกิดอยู่ไหน เพราะเนื้อเรื่องยังวนๆ กันอยู่ที่ Jah Keved (ยาห์ คุเวต), Shattered Plains (ที่ราบแตกระแหง) เป็นหลัก แต่ถึงแบบนั้นโลกมันก็กลมกว่าที่คิด
ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ…คาลาดินจะได้มาจ๊ะเอ๋เจอกับไอ้อัมเมอรัม (Amaram) อีกครั้ง รึเชอลันที่เพิ่งรอดจากเหตุการณ์เรือล่มมาหมาดๆ ก็ไปเจอะเจอกับก๊วนของทุลาคุฟ (Tvlakv) พ่อค้าทาสที่เคยขายคาลาดินให้ซาเดีย (Sadeas)
หรือ…กระทั่งทหารที่คาลาดินสังหารในคืนที่โดนอัมเมอรัมหักหลังวันนั้น ก็ดั๊นนนเป็นคนใกล้ตัวเชอลันซะงั้นไป โลกกลมเวอร์🥲
• อัดแน่นด้วยฉากสู้ที่จุใจกว่าเดิม
เล่มแรกใส่ฉากสู้จังๆ แค่สักสองช็อตเองมั้ง คือคาลาดินตอนสู้กับอัศวินที่สวมชาร์ดเพลทในช่วงย้อนอดีตที่คาลาดินยังเป็นพลทหาร กับตอนคาลาดินฝ่าดงทหารเพอเชินดี้ไปช่วยดาลินาร์
แต่เล่มสองใส่มาหลายคู่,หลายแนว ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของอโดลินที่ต้องประลองยุทธเดิมพันเกราะกับดาบ ก็จะเป็นการสู้สไตล์ชายสวมเกราะ
ฝั่งของคาลาดินที่ตั้งรับมือสังหารชุดขาวที่หมายหัวดาลินาร์ไว้ สู้กันแบบเหนือโลก สูดดมเติมพลังสตอร์มไลท์อัดใส่กันเป็นว่าเล่น
ฉากบู๊ระทึกแนวหนังหนีตายสัตว์ประหลาดเอาตัวรอด ที่มนุษย์ต่อสู้กับอสูรปู (Chasmfiend เรียกอสูรปูเพราะน้องหน้าตาเหมือนปูน่ะนะ) ในหุบเหวอันคับแคบ (Chasm)
รวมไปถึงคู่กรณีเก่าตัวดีตัวเดิมจากเล่มที่แล้วคือเผ่าพันธุ์เพอเชินดี้

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
• กิมมิกการตั้งชื่อและลำดับของตัวอักษร
เป็นกิมมิกเล็กๆ ที่เราสังเกตเห็นแหละว่าคนเขียนแอบหยอดชื่อต่างๆ ในเรื่องแล้วตัวอักษรด้านหน้ากับด้านหลังมันดูสมมาตรเหมือนเวลาพับกระดาษกันดี เช่น
- เมืองลับแล: ยูริธิรู (Urithiru) สามตัวหน้าคือ URI และสามตัวข้างหลัง ไม่ว่าจะอ่านจากหลังมาหน้าหรือหน้ามาหลังก็คือ URI เหมือนกัน
- ภรรยาของซาเดีย: Ialai ถ้าเราอ่านตัวอักษรจากซ้ายไปขวาหรือจากขวาไปซ้าย ก็ลำดับตัวอักษรเหมือนเดิมเลยคือ i-a-l-a-i (ไออาลาย)
🚨 ความรู้สึกหลังอ่านจบ + ชวนคุยเนื้อหา Words of Radiance (สปอยแหลก เล่ม 2)
• หวนรำลึกงานเลี้ยงโศกนาฏกรรมอีกครั้ง
เปิดหน้าแรก ๆ มาก็เข้าสู่ปฐมบท (Prologue) กันก่อน เนื้อเรื่องย้อนกลับไปรีเพลย์ฉากงานเลี้ยงคืนลอบสังหารกาวิลาร์เหมือน Prologue ของเล่มแรกอีกครั้ง แต่รอบนี้เป็นมุมมองของยาสนาห์ และเป็นครั้งที่แรกยาสนาห์ได้สัมผัสมิติพิศวงเชดส์มาร์
ฉากตายของกาวิลาร์จึงถูกรีเพลย์อีกครั้ง นี่ขนาดเราอ่านฉากนี้ไปในเล่มแรกแล้วนะเนี่ย แต่พออ่านอีกรอบก็ยังขนลุกอยู่เลย 5555 และก็เฉลยว่าใครเป็นผู้จ้างวานเซธ นั่นคือเผ่าเพอเชินดี้ที่สารภาพออกมาให้ยาสนาห์ฟังตรงๆ เพราะพวกเขาเล็งเห็นว่าต่อจากนี้…แผนของกาวิลาร์จะทำให้เป็นภัยต่อทุกชีวิตทุกสรรพสิ่ง ถึงส่วนตัวเราจะแอบคิดว่าเผ่านี้มันแค่สารภาพให้เป็นแพะรับจบมั้ยนะ อาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังกว่านี้ก็ได้ เผ่านี้ไม่น่าเป็นตัวต้นคิดหรอก 55555

ภาพประกอบโดย Michael Wheelan
• ธีมหลักเล่มนี้: เชอลัน ปราชญ์สาวกับภารกิจลวงโลก
แม้เล่มที่แล้วมีการเล่าเส้นเรื่องของตัวละครไปถึงสามตัวก็จริง แต่มันจะมีตัวนึงที่ได้ซีนเยอะเป็นพิเศษ นั่นคือคาลาดิน พ่อหนุ่มมือหอกยอดนักบุญได้ฉากย้อนอดีตไปเต็มๆ จนในบรรดาทั้งสามเส้นเรื่อง คนอ่านรู้จักเบื้องหลังของคาลาดินมากที่สุด มาเล่มนี้ก็ได้ทีที่เชอลันจะได้ซีนเล่าอดีตเยอะกับเค้าบ้าง
เดิมทีเรารู้แค่ว่าปูมหลังของเชอลันเป็นใคร เธอเดินทางเข้า Jah Keved มาเพื่อหาทางกอบกู้สถานะครอบครัวที่กำลังระส่ำระส่ายแต่ก็ยังอุบอิบอดีตไว้หลายเรื่อง เท่านั้นยังไม่พอ เนื้อเรื่องก็ขยายใหญ่ มุมมองตัวละครมีหลากหลายขึ้น รอบนี้เรามีตอนในมุมมองของอโดลินและเอชโชไน (Eshonai) ทหารฝั่งเพอเชินดี้มาเปิดภาพให้คนอ่านรู้จักโลกของ SA มากขึ้น

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
หลังจากจบ Prologue ก็เข้าสู่บทที่หนึ่ง เปิดตัวที่มุมมองของเชอลันตั้งแต่กำลังล่องเรือมุ่งหน้าไป Shattered Plains ร่วมกับยาสนาห์ เธอโดนคลุมถุงชนจับให้หมั้นกับอโดลิน ชายหนุ่มผู้หาคู่ไม่ได้สักที (ตานี่ก็เรื่องเยอะเรื่องแฟนอ่านะ) ระหว่างการเดินทาง ด้วยความชีวิตศิลปินอยู่ไม่สุขของเชอลัน ต้องออกมานั่งวาดรูปดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ แล้วหันไปเจอกับกระดองของน้องซานทิธ (Santhid) อสูรใต้น้ำที่ว่ายมาเทียบข้างๆ เรือด้วย และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเชอลันที่อยากจะเห็นตัวน้องเป็นๆ ไม่ได้อยากเห็นแค่กระดองข้างบนอ่ะ เลยบอกให้ลูกเรือช่วยจุ่มหนูลงไปใต้น้ำหน่อยได้มั้ย แหมมมม ยัยนี่ก็มุทะลุไม่กลัวตายจริงๆ 🤣🤣 มีปากเสียงกับลูกเรือไปพักนึงเพราะลูกเรือก็เป็นห่วง แต่สุดท้ายก็ได้ดำลงไปดูใบหน้าจริงๆ ของเจ้าซานทิธจนได้
—— ↑ เชอลันดำน้ำลงไปดูตัวซานทิธ แฟนอาร์ตวาดสวยมาก ——
แต่ผิดคาดที่นอนอยู่ในเรือดีๆ จู่ๆ ก็โดนกลุ่มมือสังหารบุก !!! แล้วก็…ห๊ะะะ
คลิกเพื่อดูสปอย
ยาสนาห์ตาย !? ยาสนาห์ที่ดูมากฝีมือขนาดนั้น มาพลาดท่าได้ง่ายๆ แบบนี้น่ะเรอะะะ !? จริงปะเนี่ยยถึงเรือจะอัปปาง เชอลันก็พอเอาตัวรอดมาได้จากวิชา Lightweaving ที่เจ้าตัวยังหัดใช้แบบถูๆ ไถๆ แต่ยังดีที่ได้แพทเทิร์น สเปรนชุดดำปริศนาที่ตามเกาะแกะเชอลันช่วยชี้แนะ จนพอหนีตายมาติดเกาะได้แต่ก็เหลือรอดเพียงคนเดียว
ไม่ทันไร เธอพบกับกลุ่มชายฉกรรจ์นำโดยทุลาคูฟ (Tvlakv) พ่อค้าทาสที่เคยขายคาลาดินในอดีตนี่เอง..โลมกลมจัง แต่ เอ่….หญิงสาวตัวคนเดียวกับกลุ่มชายฉกรรจ์…อันตรายอยู่นะ เชอลันรู้แค่ว่า ยังไง ณ ตอนนี้ต้องเอาตัวรอดไป Shattered Plains ให้ได้ก่อนละกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน เอาวะ !! เล่นละครตีบทเป็นสาวขุนนางเฟียสๆ ลูกคนมีกะตัง หลอกล่อให้ไอ้พ่อค้านี้พาเราไปถึงปลายทางให้ได้ก่อน แล้วฉันจะมอบรางวัลให้อย่างงาม ทุลาคูฟก็หลงเชื่อมุกนางด้วยเว้ยเฮ้ย และแล้วภารกิจลวงโลก ขี้ฮกพาไปสู่ Shattered Plains ก็ได้เริ่มต้นขึ้น !
ระหว่างทาง การเดินทางของเธอก็แสนลมเพลมพัด เพราะเป็นยัยเด็กเลี้ยงแกะหัวแดงที่ต้องทั้งโกหกเอย ปลอมฐานะเอย เฟคเป็นคนอื่นเอย คนที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของเธอเอง แล้วดันไปเจอะเจอะกับอีกแกงค์อย่างทินน์ (Tyn) หญิงสาวนักต้มตุ๋นตัวจริง โชคดีที่เธอสองคนเข้ากันได้ เชอลันเลยได้ฝึกวิชาสายลับให้เก่งขึ้น เช่นการฝึกพูดสำเนียงคนพื้นเมืองให้เหมือนจริงมากขึ้น (หึ ลิงสายลับ หอยสายลับ รึจะสู้เชอลันสายลับ !)

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
แต่บังเอิญว่าทินน์เองก็มีลับลมคมใน แหม เป็นนักตุ้มตุ๋นเหมือนกันก็คงไม่ได้มีประวัติขาวสะอาดหรอก และดูจะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับกลุ่มปริศนา Ghostbloods จนสุดท้ายทินน์ไม่ลงรอยกับเชอลันและ…
คลิกเพื่อดูสปอย
เชอลันจึงสังหารทินน์ด้วยชาร์ดเบลดเพื่อปิดปากนางซะ เอ๊ะ เชอลันมีชาร์ดเบลดกับเค้าด้วยเหรอ !? พอไปสังเกตดีๆ มันก็มีบทที่แอบใบ้ๆ มาก่อนหน้านี้ว่าเชอลันน่าจะมีชาร์ดเบลดอยู่นี่นะ (มีการพูดถึงการใช้สิบลมหายใจในการเรียกชาร์ดเบลดออกมา)การที่เจ้าตัวมีทักษะ Lightweaving ที่สามารถสร้างภาพลวงตาหรือแปรสภาพสิ่งของเป็นอย่างอื่นได้ เธอจึงเหมาะกับภารกิจสอดแนมเป็นอย่างยิ่ง เลยได้ใช้ประโยชน์ในภารกิจแฝงตัว ทำทีเป็นว่าทินน์ส่งตัวเธอมาให้เจรจาธุระกับ Ghostbloods เตรียมล้วงข้อมูลจากแกงค์นี้ว่าแท้จริง พวกเขามีจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่
เพื่อความปลอดภัย เธอจึงปลอมตัวเป็นอีกรูปพรรณสัณฐานนึงซึ่งใช้ชื่อว่าวีล—Veil โดยเชอลันใส่แอคติ้งให้เธอคนนี้มีบุคลิกขึงขังขึ้นกว่าเชอลัน (ใครอ่าน Mistborn ไปถึงภาค 2—Wax & Wayne(รีวิว) ก็คงคุ้นหูชื่อแกงค์ Ghostbloods กันแล้ว)

รูปประกอบในหนังสือ WoR
และด้วยความที่เธอต้องโกหกคนอื่นตลอดการเดินทางไปยัง Shattered Plains ไม่ว่าจะต้องไปพูดปลุกใจกลุ่มทหารหนีทัพให้กลับมามีศรัทธาและช่วยต่อสู้กับกลุ่มกองโจร (ซึ่งสุดท้าย เธอก็สามารถซื้อใจเหล่าทหารหนีทัพแล้วได้พรรคพวกกลับมาเช่น Gaz หรือ Vathah), เลียนแบบสำเนียงเป็นคนท้องถิ่นต่างๆ หรือโมเมว่าตัวเองเป็นลูกขุนนางมีตังค์
มันจึงทำให้เชอลันคอยตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะเธอเสแสร้งเป็นบุคลิกที่ไม่ใช่ตัวเธอมาเรื่อยๆ จนเธอชักสงสัยแล้วว่า “แล้วตัวตนที่เราแสดงออกมาต่าง ๆ นี้ บุคลิกไหนคือตัวตนที่แท้จริงของเรากันนะ ? ในบางสถานการณ์ เรามีความกล้าได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ?”
และในที่สุดก็ได้เข้าใจสักทีว่า รูปสัญลักษณ์เปิดตอนของเชอลันในเล่มแรก มันคืออะไร มันคือมิติเชดส์มาร์นี่เอง !

• รอยร้าวในครอบครัวที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
ในช่วงแรกๆ อาจมีผู้อ่านหลายคนที่หงุดหงิดนิสัยของเชอลัน เพราะเธอทำตัวน่ารำคาญอยู่ไม่ใช่น้อยตามประสานักปราชญ์หัวรั้นและชอบพูดเวิ่นเว้อ 5555 แต่เมื่อเราอ่านเล่มนี้มาได้สักพัก เริ่มเห็นอดีตที่ย้อนไปตั้งแต่วัยเด็ก เราเริ่มเข้าใจชีวิตของเชอลันที่ภายนอกถึงแม้เธอจะดูเป็นคนสดใสร่าเริงแต่ข้างในช่างแตกสลาย สับสนว้าวุ่นไม่แพ้คาลาดิน
ชีวิตที่คฤหาสน์ตระกูลเดอวาร์นั้นสุดจะ Toxic โดยโดมิโนที่ล้มตัวแรกก็คือ
คลิกเพื่อดูสปอย
การสูญเสียของแม่เชอลันแล้วค่อยๆ ลามเป็นทอดจนตระกูลเดอวาร์ระส่ำระส่าย มีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าบ้านรึเปล่าที่เป็นคนสังหารภรรยา สมาชิกในบ้านแต่ละคนก็เริ่มแสดงอาการไม่ปกติ ไม่ว่าจะ
พ่อใหญ่ประจำบ้าน— ลิน (Lin) ผู้ชอบใช้ความรุนแรงใส่แม่บ้านในคฤหาสน์
ลูก— จูชู (Jushu) มีนิสัยติดพนัน
เชอลัน—เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญในตอนที่แม่เสีย จึงทำให้จำเหตุการณ์ระหว่างนั้นไม่ได้ ราวกับกลไกสมองสั่งลบเรื่องที่ตัวเองไม่อยากนึกถึงมัน มันคือเรื่องอะไรกันนะ ?
บาลัท (Balat)— มีนิสัยชอบทารุณสัตว์คลายเครียด แม้เวลาต่อมา อาการของบาลัทจะเริ่มดีขึ้นหลังจากพบกับคนรัก เอลิต้า (Eylita) แต่ไม่วายที่ลิน ผู้กำลังดิ้นรนในการหาทางเอาตัวรอดไม่ให้ตระกูลล้ม ก็ทำให้สภาพจิตใจของบาลัทพังไม่เป็นท่า ซึ่งมันไปปะทุถึงขีดสุดในฉากที่
คลิกเพื่อดูสปอย
บาลัทปะทะกับลิน หลังจากลินจับได้ว่าบาลัทจะหนีตามกันไปกับเอลิต้า เนื่องจากลินไม่อนุญาตให้บาลัทแต่งงานกับเอลิต้าผู้มีศักดิ์น้อยกว่าตระกูลเดอวาร์ ซึ่งบาลัทก็ต่อต้านที่พ่อไม่เห็นด้วยและต่อสู้กับลิน แต่เขาสู้ไม่ได้ แถมเสียท่าโดนเอาแท่งเหล็กทุบขาบาลัทแล้วทุบขาเล่า พวกเอ็งจะหนีตามกันไปเรอะอย่าเดินได้เลยเอ็ง !!ฉากนี้บรรยายได้ถึงลูกถึงคน….เพราะข้างนอกคฤหาสน์ก็กำลังฝนตกหนัก ฟ้าร้องด้วย จังหวะที่ฟ้าผ่าเปรี๊ยงที ⚡ ก็ประสานกับจังหวะที่ลินทุบขาบาลัท ปั๊ก ! หนึ่งที 🪨 โอ๊ยยย หน้านั้นอ่านไปสะเทือนใจไป 😭
ซึ่งทุกอย่างในเส้นเรื่องของเชอลันก็ขมวดปมให้ทุกคนร้องอ๋อออออ ในโค้งสุดท้ายของหนังสือ เป็นอันเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครนี้ไปอีกหนึ่งตัว (คืออะไร คุณผู้อ่านที่อ่านจบแล้วก็คงรู้ ๆ กัน)
• ไอ้หนุ่มที่ขยันพูดจากวนโอ๊ยนี่มันก็มีมุมดี ๆ นี่หน่า
วิท (Wit) ตัวละครผู้คอยให้ความสำราญแก่กษัตริย์เอลลอการ์ (Elhokar) และเจ้าของสำนวนกวนบาทา กลับมามีซีนในเส้นเรื่องของเชอลัน หากใครตามนิยายของแบรนดอนหลายๆ เล่มก็จะรู้ว่าพี่แกคือ….

โดยปกติ Wit ถนัดพูดจายียวนกวนประสาทจนใครๆ ก็เดินหนี ไม่ค่อยอยากสนทนาพาทีด้วย แต่ในเล่มนี้กลับทำให้เราเห็นว่าตานี่ก็มีมุมไนซ์ ๆ นี่นา นั่นคือการที่อย่างน้อยเป็นศาลาพักใจ พูดจาปลอบประโลมให้เชอลันในยามยาก เพราะตอนที่เชอลันเจอวิทอีกครั้ง ถึงกับโผเข้าไปกอดเลยนี่นะ

รูปประกอบในเล่มปกแข็งของ Words of Radiance
วาดโดย lamaery
• หนุ่มมือหอกเผชิญหน้ากับยัยปราชญ์สาว
ในเมื่อซีรีส์นี้เล่าผ่านหลายมุมมองตัวละคร มันต้องมีสักวันที่เค้าเหล่านี้ได้สวนทางกันสิน่า แล้วมันก็มาถึงจนได้นั่นคือวันที่เชอลันเจอกับคาลาดิน (สักที !!!)
โดยช่วงนั้นเป็นตอนที่คณะของเชอลันสวนทางกับกลุ่มทหารม้าที่ลาดตระเวนพื้นที่ ซึ่งทินน์นัดแนะเชอลันไว้ว่าให้เชอลันให้แอ๊คติ้งเป็นบทองค์หญิงชาว Horneater นะ แต่ระหว่างคุยกัน คาลาดินก็ไม่เชื่อเชอลันว่าทรงดูเหมือนชาว Horneater สักเท่าไหร่ เชอลันเลยของขึ้นเลย หนอยแน่ ! มาบอกว่าชั้นไม่ใช่องค์หญิงเรอะ รับไม่ได้ ! นายเสียมารยาทมาก กรี๊ดดดด ชั้นไม่รับคำขอโทษเป็นเงินทองหรอกนะยะ ชั้นขอรับเป็นรองเท้าบู๊ตของนาย ถอดรองเท้าบู๊ตมาเดี๋ยวนี้เลยนะ !!
โว้ยยย First Impression พวกเอ็ง อะไรกันครับเนี่ยยย 555555 🤣🤣🤣 เจอกันครั้งแรกก็เขม่นกันเลยนะ
แต่แล้วก็มีโมเมนต์ที่ทำให้สองคนนี้ต้องตกกระไดพลอยโจน ร่วงไปอยู่ในร่องเหว (Chasm) ต้องเอาตัวรอดจากปีศาจปูเอย จากพายุพิโรธเอย ทำให้สองคนนี้ได้มีช่วงที่คุยเปิดใจกัน จู่ๆ ก็ได้ Deep Talk กันซะงั้น 55555 แล้วใครจะไปรู้ว่าไปๆ มาๆ โลกกลมๆ นี้ก็ทำให้รู้ว่า… อัศวินชุดเกราะที่คาลาดินสู้ด้วยในวันนั้นคือ…
คลิกเพื่อดูสปอย
คนที่เชอลันเฝ้ารอว่าจะกลับมาหาเธอสักวัน 🥹🥹 …….แต่เค้าไม่มีวันกลับมาแล้ว
รูปจากเฟสบุ๊ก Brandon Sanderson
• ฉากบู๊ที่ประทับใจ
เล่มแรกเล่าฉากสู้แบบนิดๆ หน่อยๆ เช่น
- เซธสู้กับเหล่าองครักษ์ด้วยวิชาต่อต้านแรงโน้มถ่วงในปฐมบท (ต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่ไม่ใช่เพลง Defying Gravity ในหนัง Wicked นะ 😂😂😂)
- คาลาดินสู้กับนายทหารผู้สวมเกราะชาร์ดเพลท
- ไคลแมกซ์ที่คาลาดินฝ่าทัพเพอเชินดี้ไปช่วยดาลินาร์
เล่มสองใส่มาจุใจไม่ไหว มีหลายคู่เวอร์
ไม่ว่าจะอโดลินที่ต้องไล่สู้ เก็บแต้ม เพื่อทำให้ตระกูลโคลินเก็บของมาได้เรื่อยๆ แต่แอบเหลิงไปหน่อย เพราะมีวันนึงไปท้าคู่ต่อสู้แล้วต่อให้เขาซะเยอะ ใจร้อนอยากให้เค้ารับคำท้าอ่ะ
อโดลินท้ารีลิส (Relis) โดยเดิมพันของถึงหกชิ้นเลยแถมต่อให้รีลิสสามารถพาใครก็ได้มาจอยสู้ด้วย อีกฝ่ายก็ตาลุกวาวสิ ลดแลกแจมแถมขนาดนี้ และอาศัยช่องโหว่ที่อโดลินไม่ได้กำชับในคำท้าว่าพามาได้กี่คน อโดลินก็นึกว่าจะพาเพื่อนมาแค่คนเดียวให้เป็นสองรุมหนึ่ง ที่ไหนได้…รีลิสหิ้วมาสามคน ! ได้แก่ อีลิท (Elit), อโบรบาดาร์(Abrobadar), จาคามาฟ (Jakamav) กลายเป็น สี่รุมหนึ่ง …..แหมก็ไม่ได้บอกนี่นาว่าแถมมาได้กี่คน หุหุ~ ทำเอาอโดลินไปไม่เป็น สี่คนก็เกินป๊าย
ทว่าภายใต้เงื่อนไขว่าให้อโดลินสู้แมทช์นี้ในสภาพที่เสียเปรียบกว่า นั่นแปลว่าอโดลินก็สามารถหาคนมาจอยเพิ่มได้อีกสองคน (จะกลายเป็น 4 vs 3 ซึ่งยังถือว่าไม่ผิดเงื่อนไขเพราะฝั่งอโดลินก็ยังเสียเปรียบกว่า)
ในช่วงคับขันที่อโดลินโดนรุมยับจนดาลินาร์อยากตามลงไปช่วยไม่ไหว แต่เอลลอการ์ไม่ยอมเพราะรู้ว่ามันเป็นแผนของซาเดียที่อยากให้ดาลินาร์ลงไปสู้….ทว่า คนที่ลงไปช่วยเฉยเลยแบบไม่บอกไม่กล่าวก็คือเรอนาริน (Renarin) น้องชายของอโดลินผู้ถือชาร์ดเบลดออกไปในสนามอย่างเงอะๆ งะๆ แม้ตนจะไม่ได้สวมเกราะชาร์ดเพลทอยู่ก็ตาม
แต่เรอนารินเป็นคนบู๊เก่งซะเมื่อไหร่ ยังอ้ำๆ อึ้งๆ จึงไม่ได้ช่วยอโดลินได้ขนาดนั้น ในช่วงที่เกราะอโดลินกำลังถูกทุบจนสภาพใกล้แตกกระจาย เห็นช่องโหว่ถึงเนื้อหนังข้างในแล้ว ดาลินาร์เริ่มสิ้นหวัง สงสัยลูกข้า….ถ้าไม่รอดก็คงเลี้ยงไม่โตกระมัง…
เมื่อนั้น คาลาดินก็เดินเข้าลานประลองตัวเปล่าๆ ไม่ได้สวมเกราะใดๆ แล้วพูดประโยคเด็ดว่า
Honor is dead, but i will what i can do
(ศักดิ์ศรีน่ะมันตายไปแล้ว แต่ข้าจะลองดูว่าทำอะไรได้บ้าง)แล้วก็กระโดดข้ามกำแพงลงไปพร้อมหอกที่ถืออยู่…จังหวะนั้นคือ ขนลุก เชี่ยยยยยยย เท่จัดดด ซีนพระเอกมาเลย
หลังจากนั้น ฉากสู้กลางเล่มนี้ก็จัดหนักจัดเต็ม เอาละ ! 4 vs 3 จริงๆ ละโว้ยยยย !! นี่คือศึกระหว่าง
รีลิส + อีลิท + อโบรบาดาร์ + จาคามาฟ
vs
อโดลิน + คาลาดิน +เรอนาริน (คนหลังนี่มองเป็นตัวแถมแล้วกัน ฮาา)
คิวบู๊แมทช์นี้มีรายละเอียดเต็มไปหมด แบ่งกันจับคู่ในลานประลองไม่พอ ตรงฝั่งอัฒจันทร์ เชอลันยังแอบส่งแพทเทิร์นมาช่วยเนียนๆ อีก เอ้ออออ เป็นการมะรุมมะตุ้มที่พรรณนาได้เห็นภาพชนิดที่ว่าถ้าใครอ่านแล้วก็คงลุ้นตัวโก่งตาม
หลังจากจบแมทช์ไปอย่างดุเด็ดเดือด คาลาดินก็ดันไปทำเสียเรื่อง เพราะแผนการหลังจบแมทช์นี้คืออโดลินจะใช้สิทธิ์ท้าซาเดียแต่คาลาดินดันฟิวส์ขาด ชิงตะโกนเพื่อท้าอัมเมอรัมซะก่อน แผนที่วางไว้จบเห่เลย เอลลอการ์ก็ตกใจสิ เฮ้ยไอ้นี่มันกบฎเหรอ เลยรีบสั่งให้จับคาลาดินเข้าคุกตามสัญชาตญาณ คนอ่านปรับอารมณ์แทบไม่ทันเลยทีเดียว เอ๊าาา ยังดีใจจากที่ชนะมาเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง ทำเอายิ้มไม่ออก (เปิดเสียงพี่บีเดอะเฟส “คุณได้ซีนแล้ว แต่ซีนคุณแย่มาก”)
คาลาดินถึงได้บอกว่า “บอกแล้ว ไม่น่าเชื่อไอ้พวก Lighteyes (นัยน์ตาสีสว่าง)เล้ย”
แล้วเนื้อเรื่ององก์สองก็ปิดฉากไปแบบจุกๆ 😭😭😭
แต่ยังดีที่หลังเหตุการณ์จากแมทช์นั้นทำให้อโดลินซื้อใจคาลาดินไปสุดๆ หมอนี่มันใจถึงเว้ยเฮ้ย ถึงกับยอมติดคุกเป็นเพื่อนคาลาดินด้วย ถ้าคาลาดินไม่ได้ออกจากคุก ข้าก็ไม่ออกด้วยหรอกนะ อย่างน้อยสองคนนี้ก็ได้ญาติดีกันสักที
ต่อมา คาลาดินก็ได้เกราะที่ไปชนะจากแมทช์ตอนสู้กับรีลิสมาได้ แต่ก็ไม่วายบอกว่า “ข้าไม่เอา ให้คนในหน่วยสะพานสี่ของข้ารับไปแทนละกัน” เค้าคนนั้นคือโมแอช (Moash) เท่ากับว่าคาลาดินปฏิเสธโอกาสที่จะได้ใช้ชาร์ดมาสองรอบแล้ว คือวันที่อยู่ในหน่วยของอัมเมอรัมรอบนึงแล้วก็รอบนี้อีกครั้งนึง

รูปจากหนังสือ Stormlight World Guide
• ไคลแมกซ์ประจำเล่มที่เข้าใจบ้าง มึนบ้าง
ไคลแมกซ์ใน The Way of Kings เป็นศึกที่ดาลินาร์โดนซาเดียหักหลังจนเกือบจนมุมแต่คาลาดินวิ่งเข้ามาช่วยพร้อมพลังสตอร์มไลท์ได้ทัน
ไคลแมกซ์เล่มนี้เล่นใหญ่กว่าเดิมเพราะมีสามมุมมองของตัวละครก่อนที่จะมาบรรจบเข้าด้วยกัน
มุมมองแรก: ในปราสาท คาลาดินกำลังนอนพักฟื้นในค่ายหลังจากกลับมาจากที่เผลอตกลงไปใน Chasm ร่วมกับเชอลัน ในขณะที่คนอื่นออกไปรบเพื่อตัดสินกับเผ่าเพอเชินดี้
คาลาดินไม่ได้ออกไปรบด้วยเพราะหลังจากกลับมาจาก Chasm ซิลว์ก็ได้ทิ้งเขาไปเพราะรับไม่ได้ที่คาลาดินเห็นด้วยกับการที่โมแอชจะลอบสังหารเอลลอการ์ แต่ก็เป็นจังหวะที่เจ้าตัวกลับมาตกตะกอนได้ว่าตนนั้นคิดผิดแล้วเปลี่ยนใจรีบวิ่งไปช่วยเอลลอการ์ในสภาพร่อแร่เช่นนั้น
ในขณะเดียวกัน กลุ่มปฏิวัติเงียบของโมแอชกำลังเตรียมดำเนินการลอบสังหารเอลลอการ์ คาลาดินเองถึงจะมาทันแต่ก็สู้โมแอชที่ตอนนี้สวมชาร์ดเพลท พาวเวอร์อัปเต็มที่ไม่ได้ (ก็เป็นคนให้เกราะเค้าเองง่ะ)
และแล้ว แบรนดอนก็สร้างโมเมนต์ให้เราถึงอุทานร้อง เชี่xxxย ได้อีกครั้ง เพราะมันประจวบเหมาะกับที่ซิลว์พยายามขัดขืนคำเตือนของสตอร์มฟาร์เธอร์ (Stormfather) แล้วหรี่ตรงมาหาคาลาดิน
ซิลว์: พูดประโยคนั้นออกมาซี่ คาลาดิน !!!!
เมื่อนั้น คาลาดินได้ประกาศกร้าวว่า
I will protect even those I hate, so long as it is right !!!
และประโยคนี้คือ The Third Ideal (ปะกาศิตขั้นที่สาม) ทำให้คาลาดินสามารถใช้พลังสตอร์มไลท์ได้อีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น เค้ายังปลดล็อคการใช้งานไปอีกระดับโดยที่ซิลว์สามารถแปลงร่างเป็นดาบให้เค้าได้ด้วย
ร่างกายของคาลาดินฟื้นฟูเต็มร้อยอีกครั้ง เค้าหยุดยั้งโมแอชได้สำเร็จและรู้ตัวว่าฝั่งกองทัพดาลินาร์กำลังตกอยู่ในอันตราย จึงรีบเหาะออกไปสมทบกับทหารในสนามรบทันที
มุมมองที่สอง: นอกปราสาท ณ สนามรบ Shattered Plains เมื่อตัวเลขนับถอยหลังของวันสิ้นโลกค่อยๆ ใกล้หมดลง ดาลินาร์ต้องการจะปิดฉากกับเผ่าเพอเชินดี้ จึงได้มุ่งไปยัง Shattered Plains พร้อมกับ Highprince คนอื่นๆ ด้วย
ระหว่างทาง เค้าได้พบกับรเลน (Rlain/เรอเลน หรือชื่อเดิม: Shen/เชิน อดีตทาสสายพันธุ์ Parshmen ในหน่วย Bridge Four ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในร่าง Dullform) รเลนเฉลยว่าเดิมที ตนเป็นสายลับสอดแนมมาสามปีแต่แนวทางของเอชโชไนและผองเพื่อนได้เปลี่ยนไป เค้าจึงได้กลับมาสมทบกับฝั่งทหารอเลธี (Alethi) อีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน กองทัพเพอเชินดี้ก็ต่างไปจากเล่มแรก พวกมันดุร้ายขึ้น ดวงตาสีแดงก่ำ ร่างกายเปล่งแสง พร้อมขับขานบทเพลงแห่งการทำลายล้าง มันเป็นบทเพลงที่สามารถเรียกสายฟ้ามาฟาดกองทหารฝั่งอเลธีได้ (อมก โหดจัด) รเลนกำชับให้รีบหยุดบทเพลงนี้เสีย ไม่งั้นวันสิ้นโลกคงได้มาถึงจริงๆ และนั่นจึงทำให้การต่อสู้ของทหารอเลธีกับเพอเชินดี้เเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
มุมมองที่สาม: เมืองลับแล เชอลัน ผู้ชักปะติดปะต่อทฤษฎีของยาสนาห์ได้ว่าเมืองลับแลยูริธิรู (Urithiru) น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งใน Shattered Plains นี่ล่ะ จนเธอไปพบกับมันเข้าจนได้ เธอและเรอนารินเดินเข้าไปจนพบกับห้องขนาดทรงกลมใหญ่ที่มีจิตรกรรมบนฝาผนังอยู่สิบรูป โดยในระหว่างรูปที่หนึ่งกับสิบ มีจิตรกรรมเล็กๆ ซึ่งนั่นคือรูปของยูริธิรู !

รูปประกอบในหนังสือ WoR
เชอลันค้นพบวิธีการใช้งานห้องนี้ โดยการเอาชาร์ดเบลดเสียบเข้าไปในรูซึ่งรูนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนกุญแจและคันโยกไปในตัว เมื่อเสียบกุญแจเข้าไปแล้ว เธอต้องผลักกุญแจนี้ไปยังจิตรกรรมรูปที่เธอต้องการ เพราะมันจะพาคนในห้องนั้นวาร์ปไปยังจุดหมายของจิตรกรรมนั้นนั่นเอง
สิ่งนี้คือโอธเกท (Oathgate) มันคือประตูวาร์ปไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ โดยดาบที่เสียบเข้าไปจะเป็นชาร์ดเบลดอันดาษดื่นทั่วไปไม่ได้นะ เพราะชาร์ดเบลดอันธรรมดาพวกนั้นมาจากสเปรนที่ตายไปแล้ว มันไม่ได้มีคุณสมบัติที่ใช้ได้กับโอธเกท มันต้องเป็นดาบที่มีชีวิตอย่างของเชอลันหรือคาลาดิน(พวกที่มีสเปรนพูดได้)
ช่วงเวลาเดียวกัน ทหารเพอเชินดี้ก็เล่นท่ายากด้วยการเรียกเอเวอร์สตอร์ม (Everstorm) มา มันคือพายุที่พัดคนละทิศทางกับไฮสตอร์ม (Highstorm)
โดยทั่วไปพายุพิโรธ ไฮสตอร์มเกิดขึ้นเป็นประจำและพัดจากทิศตะวันออกไปตะวันตก ซึ่งนั่นไม่เป็นปัญหาต่อชาวเมือง เพราะสถาปัตยกรรมของเมืองได้ออกแบบให้ทนทานต่อพายุที่พัดมาจากฝั่งตะวันออกได้
แต่เอเวอร์สตอร์มมันวิ่งฝั่งตรงกันข้ามกันคือตะวันตกมาตะวันออก อ้าว ซวยล่ะสิ เกิดมาเพิ่งเคยเจอพายุพัดมาจากอีกฝั่ง…บ้านเมืองก็ไม่ได้สร้างให้รองรับพายุจากทิศนี้ ทีนี้เอเวอร์สตอร์มกับไฮสตอร์มดันโผล่มาพร้อมกัน ลูกหนึ่งมาจากตะวันตก อีกลูกมาจากตะวันออกและกำลังจะเข้ามาปะทะกันตรงกลาง มันจะไอ้นั่น ตู๊มมมม กลายเป็นโกโก้ครันช์น่ะสิ 🫠🫠
…เอ่อ ต้องสู้กับทหารที่มีอภินิหารเรียกสายฟ้าลงมาฟาดใส่ได้ไม่พอ ยังต้องหนีจากพายุสองลูกที่กำลังไล่บี้มาจากสองทิศทางอีก เชอลันจึงต้องแข่งทำเวลากับพายุเพื่อรีบอพยพทุกคนให้รอดจากการทำลายล้างของพายุสองลูกนี้
ช่วงชุลมุนในการต่อสู้ พี่โล้นเซธ ซัน ซัน วัลลาโน (Szeth-son-son-Vallano) กลับมาเยือนอีกครั้งเพราะคำสั่งที่ได้รับมอบหมายให้กำจัดดาลินาร์ยังคงอยู่ เซธดิ่งเข้าโจมตีใส่ดาลินาร์ทันที เขาแข็งแกร่งมากจนใครก็หยุดไม่อยู่ อโดลินกับดาลินาร์ร่วมมือกันยังต้านไม่ไหว เซธเก่งกาจในระดับที่ดาลินาร์ถึงกับรู้ตัวว่าต่อให้คืนงานเลี้ยงวันนั้น เค้าไม่เมาหัวราน้ำไปซะก่อน เค้าก็คงช่วยพี่ชายเค้าไม่ได้อยู่ดี
ที่น่าสงสารหน่อย หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากการต่อสู้ครั้งนี้ก็คือ Roion (รอยอ้อน) หนึ่งใน Highprince ที่มาร่วมทัพกับดาลินาร์และเสียท่าให้เซธด้วยกระบวนท่าโดนจับเหวี่ยงขึ้นฟ้ายังกะเล่น Drop Tower ในสวนสนุกแล้วปล่อยให้เขาตกลงมากระแทกพื้นสิ้นชีพ ไร้หนทางขัดขืนอย่างน่าเวทนา
เช่นกันที่ดาลินาร์โดนท่า Drop Tower เหวี่ยงลอยฟ้าขึ้นไป หมายจะให้มีชะตาเดียวกับรอยอ้อน มนุษย์ผู้ซึ่งไม่สามารถโบยบินบนท้องฟ้าได้ คงได้แต่รอวินาทีที่ตนจะตกลงมาสัมผัสกับพื้น ทว่า….คาลาดินผู้ได้พลังสตอร์มไลท์กลับมาแล้ว เข้าช่วยดาลินาร์ได้ทันเวลาและหยุดไม่ให้ดาลินาร์จูบพื้นได้ซะก่อน !! จังหวะนี้คนอ่านกรี๊ดอีกครั้ง 😭😭😭😭 ว้ากกกกกก เนี่ยยยย 💢💢💢!!! ในวินาทีที่ใกล้สิ้นหวัง แบรนดอนแกก็เขียนให้คนอ่านลุ้นตัวโก่งได้จริง ๆ 55555555555
เซธที่ตกใจ เพราะเค้าเจอมนุษย์ที่บินได้ ??? ปะ…เป็นไปได้ยังไง !?!?! คาลาดินบอกว่า Knight Radiants (อัศวินจรัสแสง) กลับมาแล้วเฟ้ย ! และการปะทะของสองนักสู้ผู้โบยบินกลางเวหาได้ก็เริ่มขึ้น

เซธสู้ไป สับสนในตัวเองไป ความเชื่อของเค้าที่ผ่านๆ มา มันกลับตาลปัตร ความจริงมันเป็นยังไงกันแน่ !? พวก Radiants มันควรจะหายสาบสูญไปหมดแล้วนี่ !? การต่อสู้ผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบ คาลาดินดูเงอะงะกับซิลว์ในร่างดาบเหลือกัน และแล้วซิลว์เหมือนนึกขึ้นได้เลยแปลงร่างเป็นหอก อาวุธที่คาลาดินจับถนัดมือ เออออ ทีนี้จะได้สู้กันสมน้ำสมเนื้อขึ้นสักที
สุดท้ายแมทช์นี้จบที่เซธพ่ายแพ้ไปพร้อมกับความเชื่อของตัวเองที่ถูกทำลาย ร่างถูกกลืนหายไปในใจกลางพายุ
ต่อมาแกงค์ Bridge Four ได้กลับมาสมทบกับคาลาดิน ซึ่งครั้งนี้คาลาดินคงเก็บความลับเรื่องที่ตนสามารถใช้พลังสตอร์มไลท์ได้ไม่มิดแล้ว แหม ลอยฟ้าช่วยดาลินาร์ซะขนาดนั้น 55555 แต่เชอลันก็ปิดไม่มิดเหมือนกันน่ะแหละ เพราะเธอเผยความสามารถให้ดาลินาร์เห็นจะๆ เหมือนกัน 5555 และหน่วยสะพานสี่ทั้งหมดก็วาร์ปกลับไปสมทบกับเชอลันที่รออยู่ยูริธิรู
ในช่วงวาร์ปนี้ก็แอบมึนๆ เพราะตอนแรก หน่วยสะพานสี่มันไม่ได้วาร์ปไปพร้อมกับเชอลันแต่แรกแล้วหรอกเรอะ ? แต่ทำไมถึงกลับมาจ๊ะเอ๋กับคาลาดินที่ Shattered Plains ได้หว่า ? มันต้องใช้ชาร์ดเบลดในการวาร์ปไม่ใช่เหรอ เลยไปตามอ่านกระทู้ในเน็ต สรุปได้ใจความว่า
วาร์ปครั้งที่ 1: เชอลัน+ทั้งกองทัพไปยูริธิรู
วาร์ปครั้งที่ 2: เชอลันพาทีมสะพานสี่กลับมาที่ Shattered Plains เพื่อรอรับคาลาดิน
วาร์ปครั้งที่ 3: เชอลันกลับไปยูริธิรูคนเดียว ส่วนทีมสะพานสี่ไปเจอคาลาดินหลังจบศึกกับเซธ
วาร์ปครั้งที่ 4: คาลาดิน+ทีมสะพานสี่วาร์ปมายูริธิรูด้วยชาร์ดเบลดของคาลาดิน
มีทั้งส่วนที่เล่าให้เราเห็นจังๆ และส่วนที่คนอ่านต้องไปปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง ขอขอบคุณที่มีชาวเน็ตงงเป็นเพื่อน เพราะช่วงนี้มันอิรุงตุงนังหลายฝั่งมากจริงๆ 😂😂😂
รวมไปถึงการอธิบายลักษณะเมืองยูริธิรูและโอธเกทที่เราอ่านไปก็มึนไปในบางรายละเอียด เลยต้องไปตามอ่านกระทู้ในเน็ต + ดูรูป Fanart ประกอบเพื่อวาดภาพในหัวได้มากขึ้น อย่างเช่นหน้าตาเมืองยูริธิรูที่ไม่แน่ใจว่ามโนไว้ถูกมั้ย ซึ่งมีคนวาดรูปเมืองไว้หลายคน

เนื้อหาในเล่มนี้ปิดม่านด้วยการที่เหล่า Knight Radiants มารวมตัวกัน
- ดาลินาร์ได้เชื่อมสัมพันธ์กับสตอร์มฟาร์เธอร์ในช่วงท้ายเล่ม สตอร์มฟาร์เธอร์ขู่เค้าว่า “ข้าคือม้าพยศนะ เลี้ยงไม่เชื่อง แต่ถ้าอยากจับคู่ก็ข้าเอาซี่” ซึ่งยศอัศวินของดาลินาร์คือบอนด์สมิธ (Bondsmith)
- เชอลัน ผู้สามารถสร้างภาพลวงตา,แปรสภาพสิ่งของและครอบครองชาร์ดเบลดตั้งแต่เด็ก ยศอัศวินของเธอคือไลท์วีฟเวอร์ (Lightweaver)
- คาลาดิน ผู้มีอิสระบนเวหา ยศอัศวินของเขาคือวินด์รันเนอร์ (Windrunner)
- เรอนาริน ผู้ที่เฉลยทีหลังว่าเค้าเองก็เป็น Knight Radiants เหมือนกันนะ แถมเลิกใส่แว่นแล้วเพราะพลังสตอร์มไลท์รักษาอาการสายตาสั้นให้ (ดีจัง 5555) ยศของเค้าคือทรูธวอทช์เชอร์ (Truthwatcher) ทำอะไรได้น๊อออ เจ้าแต่แค่พูดว่า “I see…” แล้วก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ “เห็น” อะไรก็ไม่รู้….พูดน้อยเกินกว่าจะฟันธง ฮาาาา รอเฉลยในเล่มต่อไปแล้วกัน
และภารกิจของดาลินาร์ที่ต้อง UNITE THEM รวบรวมอัศวินจรัสแสงก็เริ่มจะมีเค้าลางขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่า…เอเวอร์สตอร์มจะยังคงสร้างความเสียหายต่อไปเรื่อยๆ พวกเค้าจึงต้องรีบออกไปช่วยผู้คนเท่าที่จะช่วยได้ เอ๊า ออกไปกันเร็วเหล่าอัศวินจรัสแสง !!!

🚨 สิ่งที่เฉลยในเล่มนี้ (สปอยเล่ม 2)
• เรื่องน่ารู้ของเผ่า Pershendi
- เวลาเผ่าเพอเชินดี้สนทนา พวกเขาจะร้องออกมาเป็นท่วงทำนองเพลง ทำนองสนุกบ้าง เศร้าบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของการสนทนาในขณะนั้น ถ้าใครเคยดูหนังจอเงินมิวสิคัล Les Miserable (2012)ที่มีเอกลักษณ์ต่างจากหนังจอเงินมิวสิคัลเรื่องอื่นตรงที่แทบไม่มีบทพูดปกติเลย ทุกคำพูดจะถูกผ่านการร้อยเรียงเป็นทำนองเพลงแทน เวลาเพอเชินดี้สนทนาก็เป็นแบบในหนังเรื่องนี้นี่ล่ะ
- เพอเชินดี้สามารถเปลี่ยนรูปร่าง (ฟอร์ม) ได้หลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ โดยต้องทำการเชื่อมสัมพันธ์กับสเปรนเช่น Mateform เป็นฟอร์มไว้สำหรับสืบสายพันธุ์, Warform ฟอร์มที่ไว้ออกสนามรบ-มีเกราะ, Workform ฟอร์มที่เอาไว้ทำงานแรงงาน ตรงนี้หลักการคล้ายๆ กับ Knight Radiants ที่ต้องมีสเปรนเพื่อทำงานร่วมกันเพื่อใช้พลังได้
- เพอเชินดี้เรียกพวกเค้าด้วยกันเองว่า Listener (ผู้ฟัง)
- Dullform คือฟอร์มสุดโบราณของเพอเชินดี้ที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล ก่อนที่พวกเขาจะค้นพบวิธีแปลงร่างเป็นฟอร์มอื่นๆ
- Parshmen ที่ตอนแรกเหล่ามนุษย์คิดว่าเป็นสปีชีส์เพื่อนบ้านกับเพอเชินดี้เพราะหน้าตาคล้ายเพอเชินดี้และมนุษย์ชอบเอาพวกเค้ามาใช้เป็นแรงงานทาสแต่แท้จริงเฉลยว่ามันคือ Slaveforms ของเพอเชินดี้
- Slaveforms มีลักษณะคล้าย Dullform แต่ Slaveforms ต่างตรงที่เป็นฟอร์มที่ไม่มีสเปรนมาเชื่อมสัมพันธ์ด้วย นั่นทำให้ผู้ที่ใช้ Dullform จึงสามารถเนียนเข้ามาสอดแนมในกลุ่มมนุษย์ได้เหมือนอย่างที่รเลนเข้ามาสอดแนมในนามของเชิน
- ฟอร์มใหม่ที่เพอเชินดี้ค้นพบ—Stormform ฟอร์มที่เรียกพายุได้ และเมื่อ Parshmen โดนลูกหลงพายุเอเวอร์สตอร์มเข้าไป พวกเขาจะกลายร่างเป็นอสูรอันตรธาน วอยด์บริงเกอร์ (Voidbringer) สิ่งที่จะนำพาหายนะมาสู่โลก
- ตำนานที่ว่าหาก Knight Radiants กลับมา…เหล่า Voidbringer ก็จะกลับมาด้วย…Voidbringer ที่ว่าก็คือเหล่า Parshmen ที่ตาแดงก่ำนั่นเอง
- เมืองที่เผ่าเพอเชินดี้อาศัยคือ เนอร็อก (Narak) แต่ตอนแรกที่เห็นคำนี้ เราอ่านว่า น่าร้ากกกก 55555

• ความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ในเนื้อเรื่อง
- โมแอช หลังจากพ่ายแพ้ให้คาลาดิน เค้าเผ่นหนีตามเกรฟส์ (Graves) ไป ดูเหมือนว่าเกรฟส์จะมีแผนการบางอย่างและพูดชื่อปริศนาอย่าง The Diagram ที่น่าจะเป็นชื่อองค์กรลับ แถมเทเรอแวนเจียน (Taravangian) น่าจะรู้จักองค์กรนี้ด้วย
- คาลาดินเล่าความบาดหมางระหว่างตนกับอัมเมอรัมให้ดาลินาร์ฟัง ดาลินาร์ก็หาทางพิสูจน์ได้ว่าอัมเมอรัมนั้นไม่คู่ควรต่อแผนการที่จะรวบรวม Knight Radiants และปลดเขาออกจากตำแหน่งที่จะช่วยรวบรวมอัศวินจรัสแสง
- ชายปริศนา (Madman) ผู้ซึ่งพูดจาไม่รู้เรื่อง งึมงำๆ ถูกขังอยู่ในคุก แท้จริงเค้าเป็นใครกันแน่ ?
- มเรซ (Mraize) หนึ่งในแกงค์ Ghostbloods ได้มาคุยกับเชอลันและยื่นข้อเสนอให้เธอเข้าร่วมกับ Ghostbloods
- เซธยังไม่ตาย เค้าได้พบกับเนล (Nale) ผู้ซึ่งแท้จริงแล้วเขาคือ Nalan, Herald of Justice หนึ่งใน Ten Heralds of The Almighty และเนลได้มอบดาบเล่มใหม่ให้กับเขา อื้มๆ เล่มนั้นแหละ *ขยิบตา*
- หลังจากทำคนอ่านหมั่นไส้มานาน บทซาเดียก็โดนตัดจบในเล่มนี้
- บทส่งท้าย: ปัจฉิมบท (Epilogue) ของ WoR เฉลยว่า… ยาสนาห์ยังมีชีวิต !! นางหลบไปที่มิติเชดส์มาร์ทันซะก่อน แล้วไปจ๊ะเอ๋กับพี่ Hoid…ก็พอสบายใจได้ล่ะนะ ดูสองคนนี้น่าจะศีลเสมอกัน 555555
• Knight Radiants และภารกิจของพวกเขา
- Words of Radiance คือหนังสือที่ยาสนาห์ส่งให้เชอลันอ่านก่อนเรืออัปปาง เนื้อหาข้างในมีรายละเอียดเกี่ยวกับ Knight Radiants อธิบายเรื่องความสามารถ,ธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละยศอัศวิน
- เหล่าอัศวินมี Ideal (ปะกาศิต) ไว้ใช้ประกาศและปลดล็อคพลัง ปะกาศิตมีทั้งหมดห้าระดับขั้น ซึ่งขั้นแรก The First Ideal (ปะกาศิตขั้นที่หนึ่ง) อัศวินทุกคนจะใช้คำกล่าวเดียวกันคือ “Life before death, strength before weakness, journey before destination” ส่วนขั้นที่ 2-5 ต่างคนต่างต้องไปค้นหากันเอาเองเพราะมันไม่เหมือนกันแล้ว โดยในตอนจบเล่มสอง คาลาดินก็ปลดล็อคไปถึงขั้นที่สามในตอนที่สู้กับโมแอช (The Third Ideal)
- เรอนารินแม้จะเป็น Knight Radiants แต่ทำไมเค้าถึงใช้ชาร์ดเบลดในการเปิดโอธเกทไม่ได้ ? เพราะนั่นไม่ใช่ชาร์ดเบลดที่มีชีวิตไงล่ะ เป็นอันธรรมดาๆ อันที่สเปรนตายไปแล้ว แสดงว่า…ต้องมารอดูเนื้อเรื่องต่อไปแล้วล่ะว่าสเปรนของเรอนารินจะมีลักษณะนิสัยหน้าตาแบบไหน
- นิมิตที่ดาลินาร์ได้รับสม่ำเสมอมาจากการที่ The Almighty บัญชาให้สตอร์มฟาร์เธอร์ส่งต่อมาให้ดาลินาร์อีกที (The Almighty— ดิ ออลไมตี้ ถ้าแปลตรง ๆ ก็คือพระเจ้าสูงสุด ซึ่งพระเจ้าในที่นี้เป็นคนละประเภทกับคำว่า GOD ที่ใช้ในเรื่องด้วย)
- เอเวอร์สตอร์มจะยังคงมาเรื่อยๆ แม้ไม่ถี่เท่าไฮสตอร์ม แต่เพราะการมาของมันก็ทำให้มนุษยชาติล่มสลายได้
- สตอร์มฟาร์เธอร์บอกว่าเขาเป็นเหมือนเงา,เหมือนสเปรนของ The Almighty… และตอนนี้ท่าน Almighty ไม่อยู่แล้ว พร้อมพูดชื่อ โอเดียม (Odium) ซึ่งเป็นศัตรูกับ The Almighty และดูแคลนดาลินาร์ว่า อย่างแกน่ะเทียบท่านไม่ติดหรอก จะเอาอะไรไปปราบโอเดียม ?
- ดาลินาร์ตอบกลับว่าขนาด The Almighty ยังตายได้ โอเดียมก็ตายได้เหมือนกันล่ะฟะ !
🚨 เล่มเสริม 2.5 —Edgedancer เนื้อเรื่องเสริมของยัยเปี๊ยกจอมซิ่ง ควรอ่านก่อนไปเล่ม 3 Oathbringer (สปอยเล่ม 2+2.5)

(รูปจาก Stormlight World Guide)
เล่ม 2.5 Edgedancer เป็นหนังสือเนื้อเรื่องเสริมของ Lift
ใน Interlude ของเล่มสองมีบทของเธอคนนึงที่ยาวกว่าชาวบ้านมากๆๆๆๆ นั่นคือลิฟท์ เด็กกำพร้า-หัวขโมยปากจัดและแสนตะกละ เธอมีสเปรนข้างกายคือวินเดิล สเปรนก้อนเถาวัลย์ผู้พูดจาเป็นคุณลุงใจดี แต่ลิฟท์พูดกับไม่ค่อยดีกับวินเดิลเท่าไหร่ และที่เธอกินไม่หยุดก็เพราะการกินอาหารของเธอจะเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานให้ใช้สตอร์มไลท์ได้(ก็เลยหิวไวไปด้วย) ความสามารถของเธอคือการเสกทางลื่น จะบอกว่าเหมือนฮีโร่ Frozone ในหนัง The Incredibles ก็ได้
บท Interlude ของลิฟท์ในหนังสือ Words of Radiance เล่าเรื่องของลิฟท์กับแกงค์เด็กหัวขโมยอีกคนสองคนที่บุก Bronze Palace เพื่อหวังขโมยของมีค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องหนีการตามล่าจากบุคคลผู้หนึ่งที่เธอตั้งชื่อให้เขาว่า Darkness (ซึ่งก็คือเนลนั่นแหละ)
ด้วยความอลหม่านที่เธอและเดอะแกงค์สร้างในวัง เธอต้องหลบการไล่ล่าของ Darkness ไปด้วย หนีจากการโดนจับจากเจ้าหน้าที่เพราะแอบบุกเข้าวังไปด้วย ก่อนจะไปลงเอยว่ากอซ (Gaux) ถูก Darkness เชือดจนเขาอยู่ในสภาพรอมร่อใกล้ตายแต่ลิฟท์ช่วยเค้าด้วยสตอร์มไลท์ได้ทัน และด้วยการที่กอซฟื้นขึ้นมาได้ถูกจังหวะถูกเวลาถูกสถานที่ แหม จู่ๆ ก็ฟื้นขึ้นมาจากความตายท่ามกลางวงขุนนาง OMG นี่มันปาฏิหารยยย์ !! เค้าจึงได้ถูกแต่งตั้งให้เป็น Prime Aqasix (ไพรม์ อคาซิก) ตำแหน่งที่เหล่าขุนนาง (ตำแหน่ง Vizier) ใน Bronze Palace กำลังว้าวุ่นตามหาคนใหม่กันอยู่ (และภายหลังดูเหมือนตัวละครนี้จะมีบทเด่นซะด้วยแฮะ) เมื่อกอซได้ถูกแต่งตั้ง เค้าจึงห้ามปราม Darkness ให้อย่าลงมือกับลิฟท์ก่อนที่ Darkness จะยอมรามือแล้วหายตัวไป

Interlude ของ Lift
รูปจาก Stormlight World Guide
บทแรกของหนังสือ Edgedancer ก็รีรัน Interlude นี้อีกครั้ง เราจึงข้ามบทนี้แล้วไปอ่านบทใหม่เลย 55555 ซึ่งบทใหม่เป็นเนื้อหาหลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในวัง เมื่อ Darkness หายตัวไป ลิฟท์ก็เป็นฝ่ายตามหา Darkness บ้าง เพราะรู้ว่าตาคนนี้จะไปตามล่าคนที่มีความสามารถแปลกๆ คล้ายกับเธอ (หมายถึง Radiant คนอื่นๆ นั่นแหละ แต่ ณ ตอนนั้นเธอไม่รู้หรอกว่าความสามารถนี้มันเรียกว่าอะไร เธอแค่เรียกความสามารถนี้ว่า ความอออวซั่ม (Awesome) ซึ่งที่จริง วินเดิลอธิบายทฤษฎีจริงจังให้ลิฟท์ฟังแล้วแหละแต่เธอดันทำหูทวนลมซะงั้น สวนวินเดิลกลับไปว่า พูดอารายยย ม่ายข้าวจายยย (แหม อยากให้วินเดิลไปคุยกับเชอลันซะจริง น่าจะคุยกันออกรสน่าดูอ่ะ 55555)
เนื้อหาของ Edgedancer ขนานไปกับเหตุการณ์เอเวอร์สตอร์มที่เกิดขึ้นช่วงไคลแมกซ์ของ Words of Radiance และเล่าเนื้อหาเพิ่มว่าหลังจากเซธได้ดาบจากเนลด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นต่อ
เพราะหลังจากนั้นเนลเดินทางไปเมืองเยดดอว์ (Yeddaw) เพื่อไล่ล่า Radiant คนอื่นๆ เนื่องจากเนลมีความเชื่อว่าถ้าทยอยกำจัด Radiant ทีละคน เค้าจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ Desolation ได้แต่เซธบอกว่าทฤษฎีนี้มันไม่จริง กำจัดไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกแต่เค้าก็ยังหยุดความคิดของเนลไม่ได้
เนื้อเรื่องปิดฉากที่ลิฟท์เผชิญหน้ากับเนล ท่ามกลางเอเวอร์สตอร์มที่กำลังพุ่งเข้ามาทำลายล้าง (ในไคลแมกซ์ของ Words of Radiance มีมุมมองของสามตัวละครซึ่งถ้านับมุมมองของลิฟท์ที่เกิดขนานในเล่มนี้ด้วยก็เท่ากับว่าเหตุการณ์พายุนี้ มีมุมมองของสี่ตัวละครด้วยกัน)
เนลได้เห็นเหล่า Parshmen มีดวงตาสีแดงฉานเตรียมกลายร่างเป็น Voidbringer ประจักษ์กับตา นั่นทำให้เนลตระหนักได้ว่าแผนการไล่กำจัด Radiants ของเขามันไม่ได้ผล เค้าร่ำไห้ ลิฟท์เข้าไปกอดปลอบประโลมเค้า รวมถึงเธอได้ประกาศ Ideals เพื่อปลดล็อคพลังของเธอไปอีกเลเวลด้วย
เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง ลิฟท์เดินทางกลับไปยังอาณาจักร Azir เพื่อสมทบกับกอซ ซึ่งในขณะนั้นกอซได้กลายเป็น Prime Aqasix แล้ว และดูเหมือนเธอจะมีพัฒนาการตัวละครขึ้นนิดนึงตรงที่เธอทำตัวไนซ์ขึ้นกับวินเดิลอยู่บ้างนิด ๆ แล้วล่ะนะ…
Edgedancer เป็นนิยายเรื่องสั้นที่เราได้เห็นมุมมองของลิฟท์เพิ่มขึ้นกับพัฒนาการอันหน่อยนึงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นก็เชื่อว่าหลายคนยังไม่ชอบนิสัยเธอนัก (ไม่ชอบกว่าเชอลันแน่ๆ 55555) แต่บุคลิกความเด็กหัวขโมยจอมแก่นมันก็จะประมาณนี้ล่ะนะ 55555 รอดูกันต่อไปว่า….นิสัยเธอจะดีขึ้นในเล่มถัดๆ ไปไหม
แต่จากชื่อหนังสือก็พอจะฟ้องได้ว่า ยศของลิฟท์คือ “Edgedancer” ยศที่เนลอธิบายว่าคือผู้ที่สามารถเดินบนเชือกเส้นบาง ๆ ได้ด้วยความคล่องแคล่ว เคลื่อนตัวในสนามรบได้พลิ้วไหวราวกับริบบิ้นในสายลม
🚨 เข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงแนะนำให้อ่าน Warbreaker ก่อน
ป.ล. และเราก็เข้าใจสักที ว่าทำไมคนในด้อมถึงแนะนำให้ไปอ่าน Warbreaker (รีวิว) ก่อน I SEE WHAT YOU MEAN NOW !!! เพราะว่า….
คลิกเพื่อดูสปอย
ไอ้ดาบพูดได้เล่มนั้นคัมแบ็คละเฟร้ยยยย !!!♦ คะแนนเล่ม 2 (★★★★☆)
♦ วิธีการออกเสียงชื่อตัวละคร/สถานที่
อ้างอิงจากหนังสือ Stormlight World Guide ที่เพิ่งปล่อยปี 2025 พอมาเปิดดูก็พบว่า…เราออกเสียงผิดไปหลายตัวมาก 5555 ขอยกเฉพาะตัวอย่างที่ออกเสียงยากๆ
เราเขียนคำอ่านอังกฤษจากหนังสือและถอดคำไทยอีกที ในคอลัมน์ที่สามอาจเป็นเสียงไทยที่ไม่ถูกต้องที่สุด
| ชื่ออังกฤษ | เสียงอ่านภาษาอังกฤษ | เสียงอ่านภาษาไทย(อาจไม่เที่ยงตรงที่สุด) ตัวหนาคือลงเสียงหนัก |
|---|---|---|
| Aqasix | AH-kha-siks | อคาซิก |
| Amaram | AM-uh-ram | อัมเมอรัม |
| Alethi | uh-LETH-ee | อเลธี (เออะเลธี ออกเสียง เออะ เบาๆ) |
| Elhokar | EL-oh-kar | เอลลอการ์ |
| Jah Keved | YAH kuh-VED | ยาห์ คุเวต |
| Jasnah | YASS-nah | ยาสนาห์ |
| Kaladin | KAL-uh-din | เอาเป๊ะๆ คือ คาเลอดิน/คัลเลอดิน ลงเสียงหนักที่ค.ควาย แต่เพื่อความสะดวก จึงของเขียนคาลาดิน (กลัวเขียนคาเลอดิน แล้วคนจะไปออกเสียง เลอ หนักแทน 5555) |
| Moash | MOH-ash | โมแอช |
| Narak | nuh-ROCK | เนอร็อก |
| Rlain | ruh-LAYN | รเลน (เรอเลน) ออกเสียงเรอเบาๆ เลนหนักๆ |
| Roion | ROY-ohn | รอยอ้อน เหมือนไลอ้อน(สิงโต)แต่เป็นรอยอ้อน |
| Rysn | RIZZ-in | ริซน์ (ริซซึ่น) ริซ หนักๆ ซึ่นเบาๆ คล้ายๆ Reason |
| Renarin | ruh-NAR-in | เรอนาริน |
| Shallan | shuh-LAHN | เชอลัน |
| Taravangian | TAYR-uh-VAN-je-uhn | เทเรอแวนเจียน ทำไมมันฟังดูคล้ายๆ Terror Vangeance เลยนะ 55555 |
| Tvlakv | Tv-LAH-kuv | เป็นตัวที่ทุกคนมีปัญหาในการออกเสียงเยอะมาก 55555 แบรนดอนตอบในโพส X ว่าอ่านว่า Tv-LAH-kuv อาจจะเป็นได้ทั้ง ทุลาคูฟ หรือ ทิฟลาคูฟ |
| Urithiru | yur-ith-EE-roo | ยูริธิรู |
🚨 เกร็ดน่ารู้ประกอบการอ่าน Stormlight Archive และจักรวาลหนังสือของ Sanderson (สปอยเนื้อหาเล่มอื่นๆ ที่ Sanderson เขียน)
ใครที่ตามอ่านนิยายของแบรนดอนหลายๆ เล่ม น่าจะคุ้นเคยคำว่าคอสเมีย (Cosmere) ซึ่งเราเคยอธิบายไว้ในอีกโพส: เริ่มอ่านนิยายแฟนตาซีของ Brandon Sanderson เริ่มยังไงดี ? Cosmere คืออะไร ?
มันคล้ายกับ Marvel Cinematic Universe เพราะจักรวาลนี้มีความหมายตามตัวอักษรจริงๆ คือ Universe กล่าวคือในแต่ละเรื่อง ตัวละครจะใช้ชีวิตและเดินเรื่องบนดาวนั้นๆ ซึ่งจักรวาลคอสเมียนี้ไม่มีดาวโลก (Earth)
เดิมทีนิยาย The Rithmatist เคยอยู่ในคอสเมียมาก่อนโดนแบรนดอนถอดออก เพราะด้วยความที่เซตติ้งของเรื่องอ้างอิงวัฒนธรรมโบราณที่คล้ายคลึงกับโลกจริง จึงทำให้เจ้าตัวต้องทำการค้นคว้าข้อมูลและกินเวลากว่าที่คิด จึงตัดสินใจถอดซีรีส์นี้ออกจากคอสเมียแล้วกลายเป็นโปรเจกต์ลูกคนรองที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกไป (มีลุ้นเล่มสองก็ปี 2030 ตามที่เขียนในอีกโพสเลย)
กลับเข้าสู่จักรวาลคอสเมีย ตัวอย่างซีรีส์ที่อยู่ในจักรวาลนี้ เช่น Mistborn (รีวิวภาคหนึ่ง) เดินเรื่องบนดาว Scadrial / ซีรีส์ Warbreaker อยู่บนดาว Nalthis / ซีรีส์ Elantris (รีวิว)+The Emperor’s Soul (รีวิว) อยู่บนดาว Sel ส่วน The Stormlight Archive อยู่บนดาว Roshar
ซึ่งที่จริงตัวคนเขียนหรือแฟนๆ หลายคนก็ไม่ได้แนะนำให้อ่าน SA เป็นเรื่องแรก นั่นก็เพราะถ้าอ่านเรื่องอื่นมาก่อน เช่น Mistborn คนอ่านจะมีความคุ้นเคยกับระบบพลังอยู่บ้าง ทำให้พอมาอ่าน SA จะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไวขึ้นหรือสังเกต Easter Eggs ที่แซมๆ เข้ามาได้
แต่เอาจริง อยากอ่านอะไรก่อนก็อ่านได้แหละ 😂😂 แต่เข้าใจในแง่ที่ว่าคนเขากลัวผู้อ่านหน้าใหม่จะงงเต้กหรือวิ่งหนีหนังสือเล่มหนาพันหน้า ขออ่านหนังสือที่มันบาง ๆ ไปซะก่อน แถมยังเขียนซีรีส์นี้ไม่อวสานด้วย ดังนั้นคำแนะนำให้อ่านเรื่องอื่นชิมลางก่อนมาอ่าน SA ก็ถือว่ามีเหตุผลล่ะนะ
และที่เราเกริ่นไว้ในโพสแนะนำลำดับการอ่านหนังสือของ Brandon Sanderson ว่าในจักรวาลคอสเมียมีดาวหลายๆ ดวง แต่ละดวงมีระบบนิเวศและเงื่อนไขการใช้พลังที่แตกต่างกันออกไป เช่น การกินโลหะเพื่อใช้ความสามารถ, การเขียนอักขระเพื่อใช้คาถา, การหายใจเข้าออกเพื่อใช้วิชา แต่พลังงานดิบที่เป็นหัวเชื้อให้พลังเหล่านั้นมาจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งขุมพลังงานดิบนั้นคือ Investiture (อันนี้ถ้าใครเคยอ่านการ์ตูนนารุโตะ(นินจาคาถา โอ้โฮเฮะ) จะมองว่ามันคล้ายกับจักระ ที่นินจาจะดึงจักระในตัวมาก่อนร่ายเป็นคาถาต่างๆ เช่น คาถาแยกเงาพันร่างเอย คาถาอัญเชิญกบเอย จักระที่เดิมเป็นพลังงานดิบก็จะถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นผลลัพธ์ตามคาถานั้นๆ)
อย่างในนิยาย Mistborn วิชาโลหะศาสตร์ (Allomancy) ก็เป็นวิชาที่ใช้ Investiture บนดวงดาว Scadrial (ดาวเซตติ้ง Mistborn)
พูดถึง Investiture ไปแล้วก็ต้องพูดถึงอีกคำคือชาร์ด (Shard) มันคือเศษเสี้ยว 16 ชิ้นที่แตกกระจายจากพระเจ้าผู้ให้กำเนิดจักรวาลคอสเมีย พระเจ้าผู้ให้กำเนิดนี้คือ Power of Creation หรือ Adonalsium (เรามี The Almighty ที่ดูเป็นพระเจ้าเหนือพระเจ้า[God] ไปแล้ว เรายังมีพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลคอสเมียอีกแฮะ มีพระเจ้าของพระเจ้าอีกที นี่มันยังกะไฟล์ส่งงานเวอร์ชั่นไฟนอลในไฟนอล 55555)
แต่ละ Shard มีพลังที่แตกต่างออกไป บ้างก็มีไว้เพื่อทำลายล้าง บ้างก็มีไว้เพื่อรักษาให้คงอยู่ ซึ่ง Shard เหล่านี้มีพลังงาน Investiture อันมหาศาลอยู่ ให้เห็นภาพง่าย ๆ Shard มักจะมีบทคล้ายๆ พระเจ้าในซีรีส์นั้นๆ เช่นถ้าใครเคยอ่าน Mistborn จนจบเล่ม 1-3 ไปแล้ว (ภาคหนึ่ง) ก็คงรู้จักสองชื่อนี้ ได้แก่
คลิปเพื่อดูสปอย Mistborn เล่ม 1-3
Preservation กับ Ruin ที่ปรากฏในเล่มสาม ซึ่งหลายคนอาจจะตั้งตัวไม่ทัน เพราะเล่ม 1-2 ยังดูสู้กับคนธรรมดาอยู่เลย แต่ไหงเล่มสามมันขยายสเกลไปสู้กับพระเจ้าได้ซะนี่ วินถือพลังของ Preservation ไปสู้กับ Ruin เอ๊ะๆ ยังไงน๊อออ…คนที่อ่านเรื่องนี้ใหม่ๆ เช่นเราในตอนนู้น คงคิดว่าทำไมมันดูจะออกทะเลจังนะ แต่ที่จริงก็คือแบรนดอนกะให้มันทะลุจักรวาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 55555 ซึ่งสองมวลสารนี้ก็เองเป็น Shards เช่นกัน และในตอนจบเล่มสาม Preservation กับ Ruin ก็ถูกหลอมรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียวนั่นคือ Harmony (เฮีย Sazed จาก Mistborn นั่นเอง)แม้ตัวละครในแต่ละดาวดูจะไม่รู้เรื่องอะไรว่านอกโลกยังมีสิ่งมีชิวิตอื่น ๆ อีก แต่มันก็มีคนที่รู้บ้างละน่าาา คนที่ซนท่องแวะดาวคนอื่นเค้าไปทั่ว เช่น พี่ Hoid (รูปคำใบ้คุกกี้ Chip Ahoy ข้างบนหมายถึง ชิพ อะฮอย ไงล่ะ จะมีคนเก็ทคำใบ้มั้ยเนี่ย ! 5555)
Hoid เป็นแขกรับเชิญในหลายเล่ม ไม่ว่าจะใน Mistborn (โผล่มาแว๊บๆ จนต้องกลับไปอ่าน), มาเป็นรูปปั้นนางกวักของร้านราเมงใน Yumi and the Nightmare Painter (รีวิว), เป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับเทรสท่ามกลางมหาสมุทธสีเขียวปั๊ดใน Tress of the Emerald Sea (รีวิว) พี่แกร่อนไปทั่วจริงๆ 🤣🤣แต่ดูมีบทเยอะสุดก็ตอนมาเล่นเป็น Wit ใน SA นี่ล่ะ
นอกเหนือจาก Hoid ยังมีคนอื่นๆ ซึ่งเราเรียกเหล่าผู้ท่องจักรวาลนี้ว่า Worldhopper ผู้ที่มีทั้งฝั่งธรรมะและอธรรม อย่าง Ghostbloods เองก็เป็นหนึ่งในองค์กร Worldhopper ด้วยเช่นกัน ซึ่งยิ่งถ้าใครอ่าน Mistborn ถึงเล่ม 7 จบแล้ว (รีวิวภาคสอง) ก็จะรู้ว่า…
คลิปเพื่อดูสปอย Mistborn ถึงเล่ม 7 (จบภาค 2)
เฮีย Kelsier ก็มีส่วนในกลุ่ม Ghostbloods ด้วย แทนที่เฮียแกจะยอมจากไปแบบหมดห่วงเหมือน Vin/Elend เฮ้อออ เฮียไม่รับรู้ถึงความอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ยังจะป้วนเปี้ยนแทรกแซงกิจธุระคนอื่นเขาไปมาอีกน้า 55555 ชักจะหมดราศีฮีโร่ผู้กอบกู้ที่เคยสร้างชื่อไว้ในภาคหลักไปละเอาเท่านี้ก่อนแล้วกัน เพราะเราก็ยังไม่ได้อ่านทฤษฎีในฝั่ง Cosmere เยอะ แฮฮฮ่ ไว้มาตามอัปเดตเรื่องราวของ Cosmere ไปด้วยกันอีกทีได้
จบกันไปจริง ๆ แล้วกับรีวิว The Stormlight Archive เล่ม 2+2.5 ที่อ่านจบธันวา 2024 แต่มาเขียนจบในครึ่งปีหลังของ 2025 🤣🤣🤣 ส่วนเล่มสาม Oathbringer เรามีแผนว่าจะอ่านส่งท้ายปี 2025 นี่ล่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะยิงยาวไปถึงเล่ม 5 (Wind and Truth) เลยก็ได้ถ้าไม่ชิงเลี่ยนไปซะก่อนน่ะนะ ส่วนจะเขียนรีวิวลงบล็อกเมื่อไหร่นั้นน ติดตามดูกันอีกที เพราะตัวนี้ก็ทำสถิติยาวสุดของเว็บเลย 55555 ระหว่างนี้ก็ขอแว๊บไปอ่านนิยายเรื่องอื่นก่อนละกัน ฮี่ฮี่ 😎
📌🤝 แว๊บมาทักทาย แลกฟอลได้ใน goodreads หรือแชร์ข้อมูลว่ามีอะไรที่เราตกหล่นมั้ย,พูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อได้ในช่องทางโซเชียลอื่นๆ ที่ About Me ดั้ยยย
♦ ซัพพอร์ตค่าชากาแฟให้คนเขียนบน ko-fi กันได้เด้อ
หากคุณชอบคอนเทนต์ของพวกเรา อยากเป็นสายซัพ สนับสนุน ช่วยค่าขนมและกาแฟ เป็นครั้งคราว สามารถซัพพอร์ตที่ ko-fi ได้จ้า (www.ko-fi.com/gleegmjournal) คลิก

🚨 References อื่นๆ สำหรับคนที่สนใจอยากอ่านต่อและยอมโดนสปอยได้
สำหรับคนที่สนใจอยากอ่านต่อและยอมรับโดนสปอยในเล่ม 3 เป็นต้นไปได้ ชาวด้อมทำเนื้อหา wiki กันให้ไปตามอ่านเพิ่มเติม คำเตือน ! ระวังโดนสปอยยับ 555555
♦ แหล่งซื้อหนังสือ + บทความอื่นๆ
📖 ติดตามรีวิวหนังสือนิยาย/Non-fiction อื่น ๆ ได้ใน https://gleegmjournal.com/category/review/book/
📖 สรุปสาระสำคัญคลิป: หนังสือ Supercommunicators สื่อสารขั้นเทพ
📌 เริ่มอ่านนิยายแฟนตาซีของ Brandon Sanderson เริ่มยังไงดี ?
🎻 บันทึกคอนเสิร์ต Violet Evergarden Orchestra 2025 @ มหิดลสิทธาคาร
🎶 แนะนำเพลงเด็ดเพชรในตมของ ClariS (ที่ไม่ได้ประกอบอนิเม) และอาจโดนใจคุณก็เป็นได้
📖 ซื้อหนังสือ Words of Radiance แบบเล่มภาษาอังกฤษใน Kinokuniya
📖 มีรีวิวของเราฉบับภาษาอังกฤษอยู่บน goodreads ด้วย:
• รีวิว Words of Radiance(คลิก) และ รีวิว Edgedancer (คลิก)
🏀 บล็อกหัวข้อกีฬา คลิก | 📖 รีวิวBook หนังสือ |🎧 รีวิว Music ดนตรี |🎬 รีวิว Film Series หนัง ซีรีส์ | 📺 Anime อนิเมะ | 📊 Data Analytics – Tech | สารพันวงการ Data และเรื่อง Techๆ | 🪴 สารบัญรีวิวทุกประเภท All Review
รีวิว words of radiance



![[เพลงสากล] Jungle – Sugababes เอ็มวีใหม่ในรอบ 12 ปีจากสาวหมูหวาน !](https://gleegmjournal.com/wp-content/uploads/2025/03/Gl6D7Z2XQAA6kfD-768x512.jpg)