รีวิว อนิเม+นิยายไตรภาค Leviathan องค์ชายกับเจ้าฮะ ณ สงครามโลกยุคสตรีมพังค์ | อนิเม ฉาย Netflix 10 ก.ค. 2025
รีวิว Leviathan netflix

จู่ๆ เดือนมิถุนายนปี 2024 Netflix ก็มีข่าวประกาศว่าจะทำอนิเมดัดแปลงจากนิยาย Young Adult กลุ่ม Steampunk เรื่องดังในช่วงสิบกว่าปีก่อนเรื่องหนึ่ง นั่นคือไตรภาค Leviathan (เลอไวอาธัน) จากผู้เขียน Scott Westerfeld ผู้ซึ่งโด่งดังในอีกผลงานนึงอย่าง Uglies (และเรื่องนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดงลง Netflix แล้ว)
ว่าไงนะ !? เมื่อคุณไถจอแล้วพบข่าวว่านิยายที่เราเคยอ่านและอินจัดสมัยเรียนสักช่วงปี 2015 แถมมโนแบบลมๆ แล้งๆ ไว้อีกต่างหากว่าถ้ามันได้ทำเป็นอนิเมชั่นคงจะเหมาะเจาะน่าดู… 9 ปีต่อมา… เฮ้ยยย !!! มันมาจริง ๆ ไม่มโนละเฟ้ยยยย 55555 😂😂😂
ก่อนที่อนิเมชั่นจะฉาย เรามาพูดถึงกันสักหน่อยดีกว่า มันถึงขั้นเป็นนิยายที่ทำเราอินจัดไปช่วงนึงนี่ แสดงว่ามันต้องมีอะไรดีบ้างล่ะน่าาา (แต่ช่วงนั้นมาตรฐานนิยายเราก็ไม่ค่อยสูงด้วยล่ะนะ เพราะเพิ่งเข้าวงการอ่านนิยายแบบจริงจัง 5555)
ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันสักนิดว่า Young Adult กับ Steampunk คืออะไร ?

(ขวา) ภาพโปรโมตอนิเมชั่น Leviathan ลง Netflix 2025
สารบัญ
Young Adult กับ Steampunk คืออะไรกัน ?

องค์ประกอบของ Steampunk (รูปจาก Last Exile,Mortal Engines, Kabaneri, Steamboy)
Young Adult หรือพิมพ์ย่อสั้นๆ ว่า YA คือนิยายที่เขียนให้กลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุประมาณมัธยมอ่าน อย่างเช่น The Hunger Games, Divergent, Percy Jackson แต่เอาจริงๆ คนอ่านจะอายุเท่าไหร่ก็อ่านได้ล่ะ สิ่งนี้เป็นนิยามของหนังสือกลุ่มนี้เฉยๆ คล้าย ๆ กับที่เราแบ่งประเภทการ์ตูนญี่ปุ่น(มังงะ) เป็นโชเน็น/โชโจ(ผู้อ่านกลุ่มเยาวชน), เซย์เน็น(ผู้อ่านกลุ่มผู้ใหญ่) แหละนะ
ส่วน Streampunk คือประเภทนิยายที่มีเซตติ้งในอดีต ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่มีเทคโนโลยีไอน้ำและจักรกลล้ำสมัยกว่าในประวัติศาสตร์ของจริง เช่นอาจจะเป็นหุ่นยนต์ไอน้ำ เมืองจักรกลเดินได้ ชุดแต่งองค์ทรงเครื่องของคนในเซตติ้งกลุ่มนี้จะเสมือนหลุดออกมาจากยุควิคตอเรียน ชุดเดรสงามๆ, โค้ทชั้นสูง, สวมแว่นตาข้างเดียว (Monocle), ใส่นาฬิกาพก รถไฟปู๊นๆ บรรยากาศเมืองแซ่ซ้องไปด้วยเสียงชาวเมืองที่เดินขวั่กไขว่และควันโขมงไปรอบ ๆ เมือง
โดยทั่วไป เราๆ อาจจะคุ้นเคยกับแนว Cyberpunk มากกว่า คือโลกอนาคตหุ่นยนต์ มีจอโฮโลแกรมล้ำๆ เล่นกับแสงสีนีออน เช่นหนัง Blade Runner, Minority Report, อนิเม Psycho-Pass, Ghost in the Shell หากเทียบสัดส่วนสื่อผลิต Steampunk ก็ถือว่าประเภทหลังผลิตออกมาในสัดส่วนที่น้อยกว่าพอสมควร

ชื่อพังค์เหมือนกันแต่คนละอย่างกับ Steampunk นะ ฮา
(จากเรื่อง Blade Runner, Ghost in the Shell (1995), Psycho-Pass, AKIRA
สำหรับงานกลุ่ม Streampunk เรื่องอื่นๆ ถ้าแยกให้ชัดเจนลงไปอีก มันจะมีสองกลุ่มคือ
- กลุ่มที่ขายความหน้าหนัง/หนังสือเป็น Steampunk จ๋า ควันไอน้ำโขมง เช่น Last Exile, Mortal Engines, Koutetsujou no Kabaneri, Steamboy, Leviathan ที่สาธิตเทคโนโลยีจักรกลในเรื่องกันให้เห็นจริงๆ หรือหยิบ
นวัตกรรมมาบู๊ให้ดูกันจะๆ กลุ่มนี้จะเขียน/วาดเซตติ้งออกมาให้เราสัมผัสโลกไอน้ำได้เห็นชัดเป็นพิเศษ คือแค่พูดชื่อ กลิ่นไอน้ำก็ฉุนเข้าจมูกเลยแบบนั้นน่ะ - กลุ่มที่ยืมเซตติ้งโลก Steampunk มาเฉยๆ ว่าตัวละครอยู่ในโลกที่มีนวัตกรรมเหล่านี้ แต่ไม่ได้หยิบองค์ประกอบเหล่านั้นมาขับเคลื่อนพล๊อตเป็นหลัก เช่น Violet Evergarden (สาวบันทึกจดหมาย อยู่ในโลกที่สัญญาณโทรศัพท์กำลังเข้ามาแทนที่ระบบจดหมาย นางเอกมีเทคโนโลยีแขนกล), Fullmetal Alchemist (ธีมเรื่องและระบบพลังคือการเล่นแร่แปรธาตุ แต่ตัวละครอยู่ในโลกที่เป็นอุตสาหกรรมไอน้ำ) ถ้าตามเว็บอนิเมะจะจัดกลุ่มอนิเมเหล่านี้ว่า Steampunk ก็ถือว่าได้อยู่วว (มีเว็บที่จัดให้อยู่กลุ่มนี้จริงๆ) แต่ถ้าใครคาดหวังว่าหน้าหนังจะขายความเทคโนโลยีไอน้ำเป็นไฮไลท์แบบกลุ่มที่หนึ่ง ก็คงจะไม่ใช่
และถ้าบีบประเภทให้เหลือแค่ “นิยาย + Steampunk + คนพูดถึงเยอะ” ด้วย มันจะเหลืออยู่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งหนังสือชุด Leviathan เป็นหนึ่งในนั้นนั่นเอง สำหรับเรา งานแต่งสาย Steampunk มักจะเด่นในการวางเซตติ้ง เครื่องจักร รถรามบ้านช่องไว้อย่างสร้างสรรค์ แต่หาเรื่องที่เขียนออกมาได้สนุกกลมกล่อมแล้วรู้สึกว่าอ่าน/ดูจบแล้วอยากจัดไว้ขึ้นหิ้ง มันก็ไม่ค่อยจะมีเนี่ยสิ 55555 ที่จริง Leviathan แม้จะทำให้เรา hype สุดๆ ไปหลังอ่านเล่มแรกจบ แต่พออ่านถึงตอนอวสาน มันก็มีจุดบกพร่องของมันที่มาถัวกับสิ่งที่เราชอบ ถึงกระนั้น ถ้ามีใครมาถามว่าเราแนะนำนิยายหมวด Steampunk เรื่องไหนดี เราก็ยังแนะนำเรื่องนี้อยู่ดี (โดยส่วนตัวชอบมากกว่านิยายชุด Mortal Engines ที่เรื่องนั้นเราไม่อินกับเคมีตัวละครเท่าไหร่) ว่าแล้วไปดูเนื้อเรื่องกันดีกว่าว่ามันเกี่ยวกับอะไร
⚡ หมายเหตุ เนื่องจากเราอ่านฉบับภาษาอังกฤษ การเขียนทับศัพท์และคำแปลบางคำ
จึงไม่เหมือนฉบับแปลภาษาไทยทั้งหมด ⚡
cc

เนื้อเรื่องย่อ
นิยายเรื่องนี้เป็นจักรวาลคู่ขนานของประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยชนวนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นเกี่ยวข้องกับเหตุปะทะระหว่างอาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Archduke Franz Ferdinand) กับขบวนการแบล็กแฮนด์(Black Hand) เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 1914 (อ่านเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์จริงได้ในลิงค์ของเว็บศิลปวัฒนธรรม) เป็นเหตุให้อาร์ชดยุกจากโลกนี้ไป ซึ่งตัวเอกของเรา อเล็กซานเดอร์แห่งโฮเอินแบร์ค(Aleksandar of Hohenberg, ต่อจากนี้จะพิมพ์ย่อๆ ว่าอเล็ก) เป็นบุตรชายของอาร์ชดยุกเฟอร์ดินานด์นั่นเอง แม้ว่าพ่อของอเล็กจะเป็นบุคคลตามประวัติศาสตร์จริงแต่อเล็กเป็นเพียงตัวละครสมมุติในนิยายเรื่องนี้
เนื้อเรื่องในนิยายเริ่มขึ้นหลังจากกลุ่มแบล็กแฮนด์ได้กระทำการสำเร็จ ทำให้อเล็กผู้ที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องต้องระเห็จหนีออกจากวังก่อนที่ชะตากรรมจะตามพระราชบิดาและพระราชมารดาไปด้วย โดยมีท่านเคาท์วัลเกอร์ (Count Volger) ครูสอนฟันดาบคอยอารักขาเขา

วาดโดย Keith Thompson
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แบ่งคู่สงครามเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายมหาอำนาจกลาง (เช่น เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี) และฝ่ายสัมพันธมิตร (เช่น ฝรั่งเศส, อังกฤษ) ในนิยายเรื่องนี้แบ่งเป็นสองขั้วอำนาจเช่นกันตามรูปภาพด้านบนคือ
- Clanker กลุ่มที่เทียบได้กับฝ่ายมหาอำนาจกลาง เชิดชูนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรต่างๆ ไม่ว่าจะเรือบิน เครื่องบิน หมาจักรกล รถถังมีขา
- Darwinist กลุ่มที่เทียบได้กับฝ่ายสัมพันธมิตร ใช้นวัตกรรมสัตว์กลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเรือบินปลาวาฬ บอลลูนแมงกะพรุน หมีนักรบ ซึ่งชื่อก็ไม่ต้องแปลกใจว่าเอามาจากใคร Charles Darwin: บิดาแห่งวิวัฒนาการชาวอังกฤษ นั่นเอง

(ขวา) ภาพประกอบหนังสือ: Deryn ขี่ Huxleys โดย Keith Thompson
แน่นอนว่าเมื่อทั้งสองขั้วอำนาจนี้เชิดชูเทคโนโลยีที่แสนจะเป็นขั้วตรงข้าม ฝั่ง Clanker มองว่าสัตว์กลายพันธุ์ของ Darwinist ช่างดูเป็นสิ่งอัปยศต่อพระเจ้า ในขณะที่ Darwinist ก็มองว่าเทคโนโลยีของ Clanker มันสร้างมลภาวะให้กับโลก ชาว Darwinist เคยถึงกับพูดประโยคเสียดสีฝั่ง Clanker เช่น
Did they think their mob of walking contraptions and buzzing aeroplanes could stand against the Darwinist …
(พวกแคลงเกอร์มันคิดว่าไอ้ฝูงเศษเหล็กเดินได้กับเครื่องบินหึ่งๆ ของมันจะมาต้านทานพลังของชาวดาร์วินิสได้รึ !?)
พูดถึงฝั่ง Clanker ไปแล้ว ตัดกลับมาที่อีกเส้นเรื่องของตัวเอกอีกตัวนั่นคือ Deryn Sharp (เดริน ชาร์ป) เด็กสาวชาวสก๊อตผู้มีใจรักในท้องฟ้าและการโบยบินครั้นสมัยเธอยังเด็ก เธออยากจะโบยบินบนท้องฟ้าอีกครั้งจึงได้เข้าร่วม Royal Air Service (กองทัพอากาศหลวง) ทว่า..กองทัพเค้ารับแต่ผู้ชายแล้วนางจะทำยังไงดีล่ะ? ก็ปลอมตัวแบบ เจ้าฮะ ในละครทัดดาวบุษยาไปสิฮะ เธอเข้าร่วมกองทัพภายใต้ชื่อใหม่ เด็กหนุ่ม: Dylan Sharp (บิดชื่อนิดหน่อยเป็น ดีแลน ชาร์ป…เออ เชื่อเค้าเลย 55555) โดยในเวอร์ชั่นอนิเมชั่นมีการปรับลุคของเธอให้เป็นสาวผิวดำซึ่งต่างจากนิยายที่เป็นเด็กผมบลอนด์

แน่นอนว่าเมื่อเธอได้เข้าสู่วงการทหารและสงคราม เรื่องราวการพานพบขององค์ชายจากออสเตรียและเด็กสาวชาวสก๊อตที่ต่างคนต่างต้องเก็บงำความลับของตัวเองเอาไว้ ท่ามกลางสงครามโลกที่กำลังปะทุขึ้น มันจะไปจบลงที่ใดกัน !?

การออกแบบโลกสตรีมพังค์ในเรื่องไว้น่าสนใจ
เสน่ห์แรกของซีรีส์นี้เลยคือ ผู้เขียน Scott Westerfeld เสกสรรโลกภายใน Leviathan ได้น่าสนใจ (Worldbuilding) และกลิ่นเครื่องจักรมันฉุนขึ้นจมูกมาจริงๆ 5555 ไม่ว่าจะแต่ละสิ่งประดิษฐ์ของทั้งฝั่ง Clanker หรือสิงสาราสัตว์กลายพันธุ์ที่ไม่มีในชีวิตจริงของชาว Darwinist โดยแต่ละสิ่งประดิษฐ์หรือสัตว์จะมีคุณสมบัติ การใช้งาน ข้อจำกัดแต่ละอย่างที่ต่างออกไปและแทรกเข้ามาในเรื่องเป็นระยะๆ อย่างเช่นอสูรบอลลูนฮักซ์เลย์ (Huxleys) ที่หน้าตาเหมือนแมงกะพรุนสามารถลอยบนฟ้าได้เพราะกะเพาะของมันสามารถกักเก็บไฮโดรเจนได้ หรือเรือปลาวาฬ Leviathan ที่บินอยู่บนฟ้า ข้างในท้องปลาวาฬมีห้องอะไรบ้าง แต่ละห้องเก็บอะไรไว้บ้าง ที่นอนเหล่าทหาร, ห้องบัญชาการอยู่ไหน เมื่อมีการสู้รบ เหล่าทหารจะออกไปสู้ได้อย่างไร (เกาะเชือกที่ผูกไว้รอบ ๆ ตัวปลาวาฬ)
ถึงกับมี Artbook ชื่อเล่ม The Manual of Aeronautics ที่รวบรวมงานวาด งานออกแบบฉากต่างๆ ประกอบเซตติ้ง โดยผู้วาดรูปประกอบให้ซีรีส์นี้ Keith Thompson
ด้วยการออกแบบที่ละเมียดละไมนี้เอง ทำให้คนอ่านรู้สึกอินและสนุกกับโลกที่สก๊อตออกแบบไว้ และเฝ้าดูว่าตอนต่อจากนี้จะมีเครื่องยนต์/สัตว์กลายพันธุ์ลักษณะใดที่เข้ามามีบทบาทอีกนะ

วาดโดย Keith Thompson
cc
เคมีตัวละครที่อ่านแล้วอดอมยิ้มไม่ได้
นอกจากเซตติ้งที่ออกแบบไว้หลากหลายและน่าสนใจ จุดที่อดชมไม่ได้แล้วก็ไม่ได้พบเจอในหลายเรื่อง คือ เคมีตัวละครนี่แหละ เพราะมีนิยายหลายเรื่องเช่นกันที่เน้นเดินเรื่องอย่างเดียว จนตัวละครที่เราได้พบเห็นมันราวกับว่าพวกเค้าแค่ได้รับบรีฟมาว่าให้เข้ามาฉากนี้แล้วออกฉากนั้นนะ หรือเวลาพระนางจะทำภารกิจอะไรร่วมกัน เรารู้สึกว่ามันช่างแบน เคมีไม่เข้ากันซะเลย เหมือนคนเขียนบังคับให้มาออกฉากมากกว่าคนอ่านจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมแล้วเอาใจช่วยตาม แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่
เมื่อเราอ่านไปเรื่อยๆ เราสัมผัสได้ถึงตัวละครที่มีมิติ อเล็กมีนิสัยแบบไหน เดรินล่ะเป็นยังไง อย่างเวลานางสบถ มันก็มีคำสบถบ้านเค้านะ คือ Barking Spider!! แปลแบบไทยๆ(แบบสุภาพ)ก็คงประมาณว่า แม่แมงมุมจะโว้ย 55555 ละคนเขียนเขียนคาแรคเตอร์นางได้ badass เท่มาก ช่วยด้วยย 🤣🤣🤣🤣แล้วเมื่อทั้งสองมาพบกันแถมอยู่คนละฝ่ายแต่มีความจับพลัดจับผลูลงเรือลำเดียวกัน มันก็มีความวายป่วงเกิดขึ้น เคมีจิกกัดต่างๆ ที่อ่านบทสนทนาในเรื่องแล้วชวนอมยิ้มจัด เพราะกัดกัน เอ๊ย ! เข้าขากันดีเหลือเกิน 55555 เคมีชวนอมยิ้มในระดับที่สูสีแบบนี้ ขอยกให้นิยาย The Rithmatist (รีวิว) อีกเรื่อง รึเรียกอีกอย่างก็คือเรื่องนี้เขียน Characterization ได้ดีน่ะแหละ
นอกเหนือจากตัวละครหลัก สก๊อตยังออกแบบตัวละครอื่นๆ ให้มีมิติแล้วไม่แบนเช่นกัน ไม่ใช่ตัวละครสมทบที่เข้ามาแล้วจืดจาง เข้าฉากผ่านมาแล้วผ่านไปไม่ว่าจะ Count Volger ที่คอยอารักขาอเล็ก และจะได้จ๊ะเอ๋กับคุณด๊อกเตอร์สาวท่านหนึ่ง ที่กลายเป็นว่าเคมีรุ่นผู้ใหญ่สองคนนี้ก็ชวนอมยิ้มที่มุมปาก รึจะมีแนวรักสามเส้า เด็กสาวที่มาปิ๊งเดริน (ก็เอ็งปลอมตัวอยู่นี่นะ) ในเรื่องจึงมีจังหวะจะโคนที่อ่านแล้วชวนนึกถึงสไตล์เดินเรื่องแบบการ์ตูนญี่ปุ่นไปด้วย เมื่อเราถูกซื้อใจและอินกับเหล่านักแสดงกันไปเรียบร้อย ทีนี้เค้าๆ จะทำอะไร เราก็ผูกพันราวกับว่าเราเข้าไปแสดงอยู่ในเรื่องด้วยแล้วเนี่ยสิ

จุดฉุดความสนุก (สปอยเล่ม 2-3 เล็กน้อย)
ต้องบอกว่า เมื่อเราอ่านเล่ม 1—Leviathan จบ มันช่างครบรส เต็มไปด้วย Worldbuilding ที่อัศจรรย์ ตัวละครที่ชวนเอาใจช่วย การขมวดพบเจอของสองตัวละครและนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์ประจำเล่มที่บู๊สุดสะใจ มันก็เกิดความคาดหวังในเล่มต่อๆ ไปเนี่ยสิน้าว่ามันจะเล่นใหญ่ขึ้น สเกลเวอร์วังขึ้น 5555 ยิ่งเซตติ้งวางมาเป็นสงครามขนาดนี้ มันก็ชวนทำให้คิดว่า ถ้าเล่มหนึ่งมาขนาดนี้ สงสัยไคลแมกซ์สุดท้ายต้องออกมาโหมโรงแน่ๆ ในหัวนี่วาดไว้เป็นศึกสุดท้ายระดับ Attack on Titan หรือ The Lord of the Rings เลย แต่ช่วงนั้นเราเพิ่งเข้าวงการอ่านนิยาย เลยตั้งความคาดหวังของนิยายไว้แบบ hype เก้อ ซึ่งพอมันไปคนละทางกับที่วาดภาพไว้ มันก็เลยพลอยเฟลไปด้วยน่ะนะ 😅 (ถ้าเพิ่งมาอ่านวัยนี้ก็คงจะไม่คาดหวังไปเก้อ ๆ ก่อนละ 55555)
ทว่า สุดท้ายสองเล่มหลังก็ไม่ได้ปลุกปั้นขึ้นไปเหมือนที่ทำเราประทับใจในเล่มแรก ในเล่มสองใส่ธีมประหนึ่งดูหนังสายลับ มีการปลอมตัวลักลอบเข้าเมือง และแทบจะเป็นเรื่องปกติที่ฉากไคลแมกซ์ในเล่มสองของนิยายไตรภาคหลายๆ เรื่อง มันไม่ค่อยพีคเท่าไหร่ เพราะเล่มสองเสมือนมีหน้าที่เป็นสะพานที่สานต่อโมเมนตัมของเล่มแรกแล้วส่งไม้ต่อให้ศึกสุดท้ายในเล่มสาม เราจึงรู้สึกว่าจุดพีคในเล่มสองค่อนข้างบางเบา โดยเฉพาะหลังจากที่ทำให้เราตื่นเต้นไปถึงขีดสุดในเล่มแรก มันเลยหงอยนิดๆ แถมเล่มนี้ดันไปโฟกัสสองตัวเอกซะเยอะ จนสงสัยว่า ตัวละครสมทบอื่นๆ ที่เราชมไว้ว่าสร้างมาอย่างมีน้ำหนักมีฝีมือ ก็ดันบทหายไปซะงั้น ทำให้ตัวละครอื่นจางลงไปเฉยเลย อยากให้เกลี่ยบทไปที่มุมมองตัวละครอื่นบ้าง เพราะนิยายเรื่องนี้ไหน ๆ ก็เล่าด้วยมุมมองบุคคลที่สามทั้งที

(ขวา) ภาพประกอบหนังสือ:หน่วย Scout Walker กำลังลาดตะเวน โดย Keith Thompson
เมื่อเข้าสู่เล่มสาม ตอนนั้นใจก็ยังคาดหวังอยู่ว่าตัวสก๊อตคงจะกั๊กทุกอย่างเพื่อมาเตรียมโยนระเบิดใส่ในเล่มนี้แน่ๆ กลับกลายเป็นว่าสเกลที่เดาไว้ตอนแรก มันไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น มันไม่ได้บานปลายไปถึงขึ้นที่เราวางไว้ในหัว จึงเป็นฉากไคลแมกซ์แบบหย่อมๆ ที่ไม่ได้ไปในทิศทางฉากรบแบบเล่มแรก
เนื้อเรื่องเกินครึ่งในเล่มนี้ เดินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วไม่เข้าแก่นหลักของเรื่องเสียที มันช่างดูไร้จุดมุ่งหมาย จนนึกสงสัยว่าแล้วมันจะขมวดปมที่เปิดมาอย่างยิ่งใหญ่ในต้นเรื่องที่เป็นสงครามยังไงนะ ? ทั้งๆ ที่เป็นเล่มจบแล้วแท้ๆ แต่ปมที่หยอดเอาไว้ก็ไม่ได้หยิบมาขยี้จริงจัง พอเข้าช่วงท้ายก็คลายปมประเด็นบางส่วนไว้ง่ายๆ ดื้อๆ เกินคาด ง่ายสไตล์ YA โดยไม่ต้องคิดมากว่ามันจะเมคเซนส์มั้ย เหมือนไม่รู้จะหาทางลงยังไง ก็ปล่อยให้ลงท่านี้ไปละกัน

วาดโดย Keith Thompson
นิยายชุด Leviathan จึงมีเนื้อหาโทนเบาๆ เหมาะกับคนที่อยากอ่านแฟนตาซีเนื้อเรื่องที่ไม่หนัก (แม้เซตติ้งจะปูมาในระดับสงครามโลกเลยก็ตามที) แต่ถ้าใครชินกับนิยายสาย High Fantasy ที่มีการเล่นพรรคเล่นพวกจ๋า ใส่เกมส์การเมืองชิงดีชิงเด่นจากแต่ละฝั่งอย่างเข้มข้น ก็คงเสียดายเรื่องนี้อยู่บ้างที่ทั้ง ๆ ที่มันมีองค์ประกอบที่พอจะใส่กลิ่นการเมืองเข้ามาให้ชวนเข้มข้นขึ้นได้บ้าง (ไม่ต้องเยอะก็ได้หรอก อันนี้เข้าใจแต่ขอหน่อยไม่งั้นมันโล่งเกิน) แต่กลับตัดโอกาสนั้นออกไปเลย
มีตัวละครสำคัญตัวใหม่ที่เปิดตัวในเล่มนี้…บุคคลทางประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งที่มีนามสกุลเป็น …
คลิกเพื่อดูสปอย
ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งแต่การเดินเรื่องฉากที่มีพี่แกเข้ามามีเกี่ยวข้องก็งงๆ แล้วดันเพิ่งเข้ามามีบทจริงจังในเล่มสุดท้าย แต่พี่แกดันเป็นตัวสำคัญที่ขับเคลื่อนบทในช่วงท้ายเล่ม มันจึงเหมือนรีบเร่งพัฒนาตัวละครตัวนี้ รีบยัดบทใส่ให้ยังไงยังงั้น เป็นตัวละครที่เราอินกับเค้าน้อยและดูผ่านมาผ่านไปที่สุด
รึไม่ว่าจะประเทศอื่นที่เพิ่งมีบทในระหว่างกลางเล่ม 3 ก็รู้สึกเสียดายเพราะบทค่อนข้างน้อย เหมือนใส่เข้ามาประกอบฉากให้เรื่องเดินได้ต่อเฉยๆ แม้ว่าจะออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไว้ดูน่าสนใจ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่เราเสียดายศักยภาพบางส่วนที่ทำไว้ครบองค์ในเล่มแรก

ไม่แน่ว่า…สำหรับเล่ม 2-3 ตัวสก๊อตคงอาจจะไม่อยากให้เดินเรื่องซ้ำรอยเล่มแรกเป๊ะๆ เขาจึงเดินเรื่องให้ทิศทางต่างออกไปจากเดิม ถึงกระนั้น แม้เราจะไม่ซื้อใจในแง่ของการเดินเรื่องที่นำไปสู่บทสรุป แต่ระหว่างทางตลอดเล่ม เคมีตัวละครก็ถูกพัฒนาอย่างมีชั้นเชิงและไต่ระดับเคมีของแต่ละตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จึงทำให้เป็นอีกจุดที่มาถัวจุดอ่อนตรงนี้ได้และดึงให้เราอ่านมาได้จนถึงบทสรุป
แต่ก็ไม่แน่ว่า…ถ้าเรามาเริ่มอ่านเรื่องนี้ใหม่อีกรอบในตอนนี้ เราอาจจะชอบหรือเห็นมุมอื่นที่คนเขียนสอดแทรกแต่เราไม่ทันสังเกตในตอนนั้นก็ได้นะ
สรุปรีวิวนิยาย Leviathan (ไม่สปอยเนื้อหาสำคัญ)
นิยายกลุ่ม Steampunk ที่มีเนื้อหาไม่หนักมากสมชื่อความ Young Adult แม้เซตติ้งจะปูมาระดับสงครามโลก แต่ก็ไม่ได้ใส่เกมส์การเมืองหรือองค์ประกอบแบบผู้ใหญ่จริงจังมา (เรียกได้ว่าตัดจนหายแบบเบาหวิว) และการเดินเรื่องที่เมื่อเข้าช่วงเล่ม 2 เป็นต้นไป ก็เริ่มเดินเรื่องอย่างไม่ได้เข้าเส้นเรื่องหลักจนคนอ่านชักสงสัยว่าจะหาทางลงยังไง เน้นอ่านเอาจอยๆ ดีกว่า แต่ถึงกระนั้น การได้มาเสพเนื้อเรื่องการผจญภัยของเหล่าเด็กๆ เสพองค์ประกอบจักรกลไอน้ำที่เสกสรรในจักรวาลนี้ ไม่ว่าจะการออกแบบเครื่องจักรและคุณสมบัติสัตว์กลายพันธุ์นานาชนิด การแฝงตัวอย่างมุกเจ้าฮะ ที่เด็กสาวต้องแฝงตัวไปในกองทัพทหารอากาศ การสร้างตัวละครที่น่าติดตาม จังหวะจะโคนที่อ่านไปอมยิ้มกับบทสนทนาไป ก็เป็นส่วนชดเชยที่ทำให้อ่านเรื่องนี้ได้จนจบ (แม้จะเสียดายบางตัวที่มีศักยภาพจะโดดเด่น เพราะบทดันเอนไปอยู่ที่สองตัวเอกเกือบทั้งหมด)
โดยเฉพาะในกลุ่มงานแต่ง Steampunk ที่เรามักพบว่าหลายเรื่องจะโดดเด่นในการดีไซน์ แต่การเดินเรื่องไม่ผ่านเกณฑ์ฉุดมีนจนดิ่งเหว (ยิ่งเหล่าตัวละครหลายเรื่องก็ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกผูกพันกับเค้าๆ ได้เลยอีกต่างหาก) นิยายชุด Leviathan จึงยังคงเป็นนิยายในกลุ่มจักรกลไอน้ำ ที่เราสามารถแนะนำให้คนอื่นลองไปอ่านต่อได้ โดยเฉพาะเล่มหนึ่งที่เรามองว่ามันใส่ความครบรสที่สุดของนิยายชุดนี้ แม้สุดท้ายในภาพรวมของทั้งสามเล่มจะมีข้อบกพร่องอยู่มากก็ตามที ซึ่งไม่แน่ว่า ตอนที่มันมาทำเป็นอนิเมชั่นอาจจะแก้ไขจุดอับบางอย่างเหล่านี้ทิ้งไปแล้วก็เป็นได้
คะแนนนิยายในแต่ละเล่ม
Leviathan: (★★★★☆)
Behemoth: (★★★☆☆)
Goliath: (★★☆☆☆)
ดาวน้อยลงเรื่อย ๆ ซะงั้น เป็นการหักคะแนนในส่วนของการเดินเรื่องเป็นหลัก แต่เคมีตัวละครคือสอบผ่าน ฮาาา
cc
ก้าวต่อไปของอนิเมชั่น Netflix ฉาย 10 ก.ค. 25 นี้ + คาดการณ์จากหน้าหนัง
เมื่อมีการประกาศว่า Leviathan จะถูกสร้างเป็นอนิเมชั่นลงบน Netflix ฉายปี 2025 คิดว่า Scott Westerfeld ไปคุยดีลกับ Netflix จนนิยายของเขาทั้ง Leviathan และ Uglies ได้ทำเป็นอนิเมชั่นกับหนังคนแสดง Uglies แม้เราจะไม่เคยอ่านนิยายเรื่องหลังนี้ แต่มันเป็นนิยายชุดที่ถูกพูดถึงในวงการ YA หนาหูอยู่ตอนออกใหม่ๆ แต่อย่างว่าพล๊อตมันค่อนข้างเก่าไม่ได้มีอะไรหวือหวา พอหยิบมาทำตอนนี้ยิ่งในช่วงที่คอนเทนต์ออกมาเยอะทวีคูณกว่าสิบปีก่อน กระแสตอบรับจึงเงียบไปโดยปริยาย

สตูดิโออนิเมชั่น
ที่เข้ามารับผิดชอบโปรเจกต์นี้คือสตูดิโอ Orange ที่ทำผลงาน Houseki no Kuni และ Trigun Stampede เป็นค่ายที่ช่วงหลังโดดเด่นในงาน 3D (ก็มาจากสองเรื่องที่พิมพ์ไปตะกี้นี่ล่ะ) เทรลเลอร์ในเรื่องนี้ก็เฉลยแล้วว่าจะอนิเมทในรูปแบบ 3D เหมือนกับที่ทำใน Trigun แม้ใจเราจะอยากให้มันผสมทั้ง 2D เวลาอนิเมทตัวคนแล้ว 3D เวลามีฉากหุ่นยนต์ก็ตามที (ชอบการตัดเส้นแบบ 2D ในโปสเตอร์ที่ทั้งสองคนหันหน้าเข้าหากันน่ะ)

ทีมงานเพลง
คนที่มาประพันธ์ Original Soundtrack คือ Joe Hisaishi ที่แต่งให้กับภาพยนตร์ตระกูล Ghibli ทั้งหลาย ถึงกับตกใจเลยล่ะที่ได้แกมาทำให้โปรเจกต์นี้ (ปกติคุ้นเคยกับที่แกไปแต่งให้งานสเกลหนังมากกว่ามาทำซีรีส์) นอกเหนือจาก Hisaishi ยังมี Nobuko Toda และ Kazuma Jinnouchi มาเสริมทัพ เราเคยสวนทางผลงานของ Jinnouchi อย่างหนัง Suzume มาก่อน เราชอบที่เค้าแต่งให้เรื่องนั้นเลยแหละ ส่วน Toda เคยฝากผลงานไว้ใน Ghost in the Shell 2045, ULTRAMAN (2019) แต่ยังไม่เคยดูทั้งสองเรื่องเลยยังรีวิวสไตล์เพลงไม่ได้ (GITS เราก็เลิกดูหลังภาค 2nd GIG ซะด้วยนี่สิ)
เพลง Ending ร้องโดย Diana Garnet ผู้ซึ่งเคยร้องเพลง “Spinning World” Ending ที่ 32 ประกอบ Naruto
–ทีมงานเพลงที่ช่วยมารังสรรค์ให้กับซีรีส์อนิเม Leviathan —
จำนวนตอนจะมีเท่าไหร่กันน้า ?
ยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่าสรุปจะทำกี่ตอน (จากที่เราเขียนบล็อกนี้ช่วงต้นธันวา 2024) เพราะจำนวนตอนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยบ่งชี้ว่าจะดัดแปลงเรื่องนี้ได้รอดมั้ย ถ้าจำนวนตอนน้อย ก็เตรียมใจที่จะโดนหั่นยับแล้วก็ดูจบแล้วเลยผ่านเลยแน่นอน
หากให้คาดเดาตอนนี้อาจจะเป็นไปทั้ง
- ทำหนึ่งซีซัน (~12-13 ตอน) แล้วจบเลย ยำเนื้อเรื่องสามเล่มให้จบภายใน 13 ตอน แต่ถ้าใช้ท่านี้จริงก็แอบเสียดาย หั่นเยอะอยู่นะนั่น อย่างน้อยเอาสัก 24 ตอนก็ยังดี เอ๊า
- ซีซันละเล่ม (ตีไป 13 x 3 = 39 ตอนแต่ทรงต้องรอสักสามปีล่ะมั้ง ถ้าจะทำปีละซีซัน 5555) แต่เป็นความเสี่ยงอยู่ เพราะถ้ากระแสซีซันแรกไม่ดีก็อาจจะโดน Netflix แคนเซิลได้ตามชะตากรรมซีรีส์เจ้านี้หลายๆ เรื่อง
รอดูประกาศที่แน่ชัดกันอีกทีว่าจะมากี่ตอน และถึงตอนนั้นมันจะออกมาปังหรือแป้ก แต่ใจก็ภาวนาว่า..ไหนๆ ได้โอกาสทำทั้งที มันมีโอกาสที่จะได้แก้จุดอ่อนบางอย่างของเรื่อง ก็อยากให้แก้เหมือนกันนะ ขนาด Deryn ยังดีไซน์ใหม่ได้เลย เนื้อเรื่องบางส่วนก็น่าจะปรับให้ดูสนุกได้เหมือนกัน
ไว้ถึงตอนนั้น ถ้าเราได้ดูอนิเมะ จะมาอัปเดตในนี้เพิ่มนะ แฮ่ ~~

วาดโดย Christophe Ferreira
(อัปเดต) รีวิวอนิเม 12 ตอนหลังดูจบ (สปอยอนิเมะและนิยายทั้งสามเล่ม)
🚫 หัวข้อนี้สปอยเนื้อเรื่องสำคัญในอนิเมะและนิยายทั้งสามเล่ม 🚫
พอถึงวันฉาย Netflix ก็เฉลยว่ามีทั้งหมด 12 ตอนจบ โดยดัดแปลงครบสามเล่ม ความยาวตอนคือตอนละ 24 นาทีเหมือนอนิเมฉายทีวีปกติ ไม่ใช่อนิเมตอนพิเศษ OVA ที่ทำความยาวตอนละ 40 นาทีแบบนั้น เราถึงกับร้องห๊ะะะะ เอาหนังสือสามเล่มมาหยุมให้จบใน 12 ตอนเนี่ยนะ นี่มันหั่นในหั่นกันชัดๆ ว่าแล้วก็เตรียมใจไว้เนิ่นๆ เลยว่าคงอย่าไปคาดหวังอะไรเยอะ
ซึ่งผลลัพธ์ มันก็ออกมาเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะอนิเม 12 ตอนนี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังดูอนิเมสรุปสาระสำคัญของนิยายไตรภาคซะมากกว่า เพราะเขาเล่าแต่จุดสำคัญที่เกิดขึ้นในเรื่อง เช่นอเล็กต้องหลบหนี โดนทหารเยอรมันไล่ล่า ส่วนฝั่งเดรินก็ได้เข้ากองทัพทหาร แล้วจับพลัดจับผลูไปจ๊ะเอ๋กับเรือวาฬ Leviathan บนฟ้า รวมไปถึงการปะทะต่อสู้ต่างๆ
อย่างที่เราชมไปด้านบนว่าเสน่ห์ของหนังสือชุดนี้มีสองข้อหลัก ๆ คือ
[1] เคมี พลวัตตัวละคร ที่อ่านแล้วชวนอมยิ้ม ขนาดการเดินเรื่องในเล่ม 2-3 มันอ่อนลงกว่าเล่มแรก แต่เพราะตัวละคร ทำให้เรายังอยากติดตามพวกเค้าต่อ แค่ดูพวกเค้าพูดต่อบทสนทนาในเรื่องก็สนุกแล้ว
[2] เซตติ้งโลก Steampunk/Biopunk ในเรื่อง ไม่ว่าจะออกแบบเครื่องจักรแต่ละชนิด Stormwalker ที่อเล็กบังคับ, Scout walker สี่ขาที่ทหารตามมาไล่ล่า, Herkules เครื่องจักรแปดขารุ่นเรือธงของเยอรมัน, สิงสาราสัตว์กลายพันธุ์ต่างๆ เช่น แมงกะพรุน วาฬ กระรอก ที่ผู้อ่านจะได้ค่อยๆ ซึมซับโลกของ Leviathan
แต่เมื่อเวลาฉายถูกจำกัด เราจึงได้เห็นแค่สิ่งประดิษฐ์หรือสัตว์เหล่านี้ที่เดิมมีรายละเอียด ว่ามันเจ๋งยังไง มีที่มาแบบไหน ถูกบังคับมาให้เข้าฉากแบบผ่านมาผ่านไป คนดูไม่มีโอกาสสัมผัสโลกที่คนเขียนได้พรรณนาเอาไว้อย่างจริงจัง หรือเคมีตัวละครที่เดิมเดรินกับอเล็กจะตีกันกลางพายุหิมะก่อนจะค่อยๆ เปิดใจให้กัน ก็ดูรีบเล่าจนคนดูบางส่วนอาจรู้สึกไม่อิน เป็นมิตรภาพที่ดูฝืนบังคับ ทั้งๆ ที่ในหนังสือ มันใช้เวลาปลุกปั้น
ในขณะเดียวกัน มิติตัวละครที่เคยมีจึงจางหายไปด้วยเช่นกัน ในนิยาย เราเห็นมุมมองชีวิตของเดริน ความรอบรู้ในสัตว์กลายพันธุ์ ความรักบนท้องฟ้าของเธอ ที่เราอ่านแล้วทำให้เข้าใจว่า ทำไมเธอถึงอยากเข้ากองทัพอากาศนัก แถมในหนังสือเธอได้โชว์ทักษะเอาตัวรอดหลายอย่างจนเรารู้สึกว่า เดรินนี่ badass เจ๋งเว้ยเฮ้ย และบอกเล่าชีวิตประจำวันของเธอในฐานะพลทหารอากาศ จะไต่เชือกบนเรือวาฬ จะไปทางนู้นทางนี้ที มันมีระเบียบอะไรบ้าง แต่เมื่ออนิเมตัดฉากเหล่านี้ออกไปแทบทั้งหมด มันเลยทำให้เพื่อนๆ ของเดรินก็ดูจะเป็นตัวประกอบหน้าแห้ง และเดรินดูมีสกิล Luck (โชคช่วย) ติดตัวซะมากกว่าจะรู้สึกว่าเธอมีความสามารถ อย่างเช่น จังหวะโหนไปช่วยเพื่อนนี่ก็ดูทำสำเร็จ แหมม เทคเดียวผ่านเลยนะ เก่งเวอร์ 5555 ในขณะที่หนังสือจะเล่าให้เรารู้สึกว่านางก็ทุลักทุเลในการไปช่วยเพื่อนนะ ช่วยได้แหละแต่ไม่ใช่เล่นซะหมดลุ้นแบบนี้
คิวบู๊เอง ก็ถูกตัดหายไปพอตัว ไม่ว่าจะระหว่างที่อเล็กกำลังหลบหนีทหารเยอรมัน ซึ่งในหนังสือ บรรยายเป็นฉากๆ ทำให้คนดูรู้สึกถึงความลำบากลำบนขององค์ชาย

ความแตกต่างของเนื้อเรื่องในอนิเมและหนังสือแตกต่างกันบ้าง ทั้งจุดยิบย่อยไปจนถึงจุดใหญ่ อย่างในอนิเมตอนที่ 1 จริงๆ คนที่ออกไปทำลายไฟที่ติดตัว Stormwalker อยู่ไม่ใช่ทหารตัวประกอบในอนิเม แต่อเล็กเป็นคนออกไปฟันด้วยดาบทิ้งเอง รึกระทั่งตอนที่อเล็กรู้ความลับว่าเดรินเป็นผู้หญิง ในอนิเมนั้น เจ้าตัวปะติดปะต่อเรื่องราวได้เองหลังจากที่ลิลิธกระซิบนิดหน่อย แต่ในหนังสือ กว่าอเล็กจะถึงบางอ้อก็ตอนที่สัตว์แสนรู้โบวริล (Bovril) ไปกระซิบคำบางอย่างให้อเล็กได้ยินช่วงเล่มสามนู่นเลย
แต่จุดสำคัญที่อนิเมดัดแปลงและเราขอชม คือเนื้อเรื่องช่วงไคลแมกซ์ในเล่มสองที่เป็นการจราจลของคนในตุรกี ที่เล่าให้มีคิวบู๊ที่ละเอียดยิ่งขึ้น ในขณะที่ในหนังสือ ฉากนี้สั้นมาก แทบจะมีแค่ฉากเบเฮมอธออกมากินเรือยักษ์เฉย ๆ เลย ส่วนลุงคลอปป์ (Otto Klopp) ที่นอกจากเปลี่ยนรูปพรรณตัวละคร ก็ตัดบทให้เค้าสู่ขิตในช่วงการจราจล ซึ่งจริงๆ ในหนังสือลุงยังอยู่ต่อถึงเล่ม 3 เลย
และในเล่ม 3 (Goliath) ที่เราเคยบอกว่าเดินเรื่องอ่อนที่สุดในหนังสือชุดนี้ อนิเมแก้ไขบทเล่มนี้ให้ดูลงตัว มีความน่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าเจ้าสัตว์แสนรู้โบวริล ที่ในหนังสือมีความเป็นนกแก้วนกขุนทอง ท่องจำหรือพูดประโยคตามคนอื่นไปเรื่อยๆ ซะมากกว่า แต่โบวริลในอนิเมมีทั้งจดจำสมการต่างๆ ประมวลผลในสมองได้รวดเร็วประดุจดั่งควอนตัมคอมพิวเตอร์มาเอง วิ่งไปทางนู้นทางนี้ที มีบทที่สำคัญมากขึ้น
กระทั่งการปรากฏตัวของเทสล่า และแรงจูงใจของเขา ที่ทำให้ดูมีจุดหมายมากขึ้นว่าพวกเราต้องไปหยุดยั้งเทสล่านะ ในขณะที่การเดินเรื่องของหนังสือในเล่มสามออกจะสะเปะสะปะ เดินเรื่องไปเกินครึ่งเล่มยังไม่ยอมหาทางลง จนต้องไปขมวดปมแบบว่องไว อีกทั้งแรงจูงใจของเทสล่าก็ดูไม่ค่อยชัดเจนเหมือนอย่างที่เห็นในอนิเม อ้าว สรุปเจ้านี่เป็นลาสบอสของเรื่องที่ต้องจัดการเรอะ…ก็ดูคลุมเครือ ไม่ชวนเชื่อเท่าไหร่

ส่วนตอนจบ ฝั่งอนิเมหาทางลงได้สมเหตุสมผลกว่าเพราะอเล็กและเดรินเป็นสหายร่วมผจญภัยที่ท้ายสุดต้องแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง ในขณะที่หนังสือเลือกจบได้วรรณกรรมเยาวชน สดใสจัด นั่นคือ
คลิกเพื่อดูสปอย *ตรงนี้สปอยแรง ตอนจบของนิยายเล่มสาม*
อเล็กทิ้งเอกสารสำคัญที่จะบ่งบอกถึงสถานะเจ้าชายของเค้า เค้าเลือกที่จะอยู่กับเดริน และจูบกันบนหลังของเลไวอาธัน เอ่…มันก็จบในโทนสว่าง ตามสไตล์วรรณกรรมเยาวชนอยู่หรอกนา …แต่นี่มันนิยายสเกลสงครามโลกเชียวนะ จบได้ชวนเชื่อยากไปหน่อย ดังนั้นเราจึงชอบฉากจบแบบอนิเมที่ดูเข้าท่ามากกว่า….ดังนั้นถ้าเรานำข้อดีของหนังสือ คือเคมีตัวละครของคู่ต่างๆ เอย เซตติ้งโลกจักรกล/สัตว์กลายพันธุ์ที่เสกสรรเอาไว้ มาผสมกับข้อดีของอนิเมที่แก้ไขบทเพิ่มเติม แล้วทำให้มันมีจำนวนตอนที่ยาวกว่านี้สัก 24-26 ตอนก็ได้ อนิเม Leviathan คงเป็นซีรีส์ที่คนคงพูดถึงกว่านี้
แต่ในเมื่อมันถูกจำกัดในจำนวนตอนสุดแสนน้อย ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทางผู้ผลิตมีทุนอันจำกัดหรือกลัวขาดทุนรึอย่างไร มันจึงกลายเป็นการดัดแปลงที่เราดูจบแล้วก็ไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์กับมันมากนัก
มีแต่จะเสียดายที่ไหน ๆ มันก็ได้โอกาสทำเป็นอนิเมชั่นทั้งที จากเดิมที่เราเคยคิดว่ามันไม่น่ามีโอกาสนั้นหรอก แต่มันก็เป็นการดัดแปลงชนิดครึ่งๆ กลางๆ ที่หากจะให้เราอวยต่อ ก็ยังอวยให้ไปดูแบบเต็มปากไม่ได้อยู่ดีเช่นกัน และเสียดายที่ดูเหล่าทีมงานใส่ความทุ่มเท ใส่ความมุ่งมั่นลงไปในโปรเจกต์นี้อย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ผลงานที่ออกมา มันก็เต็มที่ในโจทย์ที่ต้องนำหนังสือความยาวถึงสามเล่มมาเล่าให้หมดภายใน 12 ตอนแล้วล่ะนะ
คะแนนอนิเม: ★★☆☆☆ (2/5)
(อัปเดต) งานเพลง Soundtrack อนิเม (OST)
ดูจบ มันก็ต้องไปไล่ฟังอัลบั้มกันหน่อยซิ มีทั้งหมด 41 แทร็ค(เพลง)
ทางเข้าสำหรับคนอยากไปตามฟัง 📌 https://www.youtube.com/playlist?list=OLAK5uy_mFgYH-KuuDfyNPkRHoO_r8IjHe0tvPFAQ

พอดูรายชื่อเพลงทั้งหมด กลายเป็นว่าลุงโจแต่งอยู่ไม่กี่เพลง คือเพลง The Sky Ahead เพลง Ending ที่คุณ Diana ร่วมร้อง หรือเพลงเปียโนล้วน Paths Combine ที่เปิดช่วง Opening ในทุกตอน ซึ่งเราก็แปลกใจอีกเช่นเคย นึกว่าจะมาแนวฮึกเหิม ออเคสตร้าครบองค์แบบที่แต่งให้ Nausicaa แต่อันนี้มาแบบอบอุ่น ละมุน คือมันเป็นเพลงเก่งที่พระมารดาของอเล็กชอบเล่นให้ฟัง แต่พอเอามาเปิดต้นเรื่องในแต่ละตอน เลยรู้สึกว่าผ่อนคลาย ทั้ง ๆ ที่เนื้อเรื่องนั้น ตัวละครกำลังหลบหนีกันอยู่ 55555 กับอีกเพลงช่วงหลางเรื่องคือ A Night in Istanbul
ในภาพรวมของอัลบั้ม เพลงฟังสนุก มีความหลากหลาย และมีความรู้สึกว่าอยู่ในเซตติ้งสงครามจริงๆ เช่น Leviathan Main Theme และรู้สึกว่าหาดนตรีประมาณนี้ได้ยากในวงการอนิเม ฟังได้เพลิน จนชวนเสียดาย เพราะเพลงประพันธุ์มาดีแล้วแต่เนื้อเรื่องดันไม่ส่งขึ้นไปด้วย
นิยาย Leviathan มีแปลไทยไหม ? เล่ม 1 ฉบับตีพิมพ์ใหม่วางแผงมีนา 2025
ล่าสุดสำนักพิมพ์ Words Wonder วางขายเล่มแปลไทย เล่ม 1 แล้ว 📌 ลิงค์ Shopee คลิก 📌 ซึ่งทางสำนักพิมพ์ได้บอกไว้ว่ารอบนี้จะออกให้ครบสามเล่ม (ก่อนหน้านี้เคยมีของฉบับสำนักพิมพ์อิ่มอ่านเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ได้ทำการแปลต่อ)

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของสำนักพิมพ์เกี่ยวกับโปรเจกต์แปลนี้ อ่านเพิ่มได้ที่โพสของเพจสำนักพิมพ์ คลิก

หาซื้อนิยาย Leviathan ได้ที่ไหน
นอกจากฉบับภาษาไทยด้านบน สามารถซื้อฉบับอังกฤษแบบ ebook บน Amazon หรือพรีออเดอร์แบบเล่มตามร้าน Kinokuniya
ช่องทางติดตามผู้เขียน
🔑 แลก goodreads, MyAnimeList, letterboxd, ติดตามเพจ Facebook กันได้ใน About Me
☕ ซัพพอร์ตค่าชากาแฟให้คนเขียนบน ko-fi กันได้น้า ☕
หากคุณชอบคอนเทนต์ของพวกเรา อยากเป็นสายซัพ สนับสนุน ช่วยค่าขนมและกาแฟ เป็นครั้งคราว สามารถซัพพอร์ตที่ ko-fi ได้จ้า (www.ko-fi.com/gleegmjournal) คลิก

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
📖 รีวิวสั้นๆ Leviathan ทั้งสามเล่มของเรา มีอยู่บน Goodreads ด้วยเช่นกัน 「 เล่ม 1 | เล่ม 2 | เล่ม 3 」
📖 ติดตามรีวิวหนังสือนิยาย/Non-fiction อื่น ๆ ได้ใน https://gleegmjournal.com/category/review/book/
🎶 แนะนำเพลงเด็ดเพชรในตมของ ClariS (ที่ไม่ได้ประกอบอนิเม) และอาจโดนใจคุณก็เป็นได้
🪐 เริ่มอ่านนิยายแฟนตาซีของ Brandon Sanderson เริ่มยังไงดี ? Cosmere คืออะไร ?
📖รีวิว Stolen Focus สมาธิข้าหายไปไหน !! ปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ระดับบุคคล
🎻 บันทึกคอนเสิร์ต Violet Evergarden Orchestra 2025 @ มหิดลสิทธาคาร
📺 รีวิวอนิเมะฉบับย่อ: Texhnolyze / Super Crooks / Shoujo Kageki Revue Starlight (TV+Movie)
🔑 ติดตามรีวิวอนิเมะอื่นๆ ได้ใน https://gleegmjournal.com/category/pop-culture/anime/
🔑 แลก goodreads, MyAnimelist, letterboxd กันได้ใน About Me
🏀 บล็อกหัวข้อกีฬา คลิก |🎧 รีวิว Music ดนตรี | 🎬 รีวิว Film Series หนัง ซีรีส์ | 📺 รีวิว Anime อนิเมะ
📊 Data Analytics – Tech | สารพันวงการ Data และเรื่อง Techๆ | 🪴 สารบัญรีวิวทุกประเภท All Reviews
References:
- รูปภาพ Concept Art อนิเมชั่นจากบัญชี X (ทวิตเตอร์) ของสตูดิโอ Orange: @CG_Orange_eng
- เว็บไซต์ของ Keith Thompson ผู้วาดภาพประกอบในหนังสือ
https://www.keiththompsonart.com/gallery.html - บัญชี bluesky ของ Christophe Ferreira ผู้วาดภาพ Concept Art ในอนิเมชั่น
https://bsky.app/profile/lebuta.bsky.social - เว็บไซต์ wiki fandom รวบรวมข้อมูลของนิยาย Leviathan
https://leviathanscottwesterfeld.fandom.com/ - https://www.animenewsnetwork.com/news/2025-06-03/orange-leviathan-alternate-history-anime-unveils-july-10-netflix-debut/.225051
รีวิว Leviathan netflix
รีวิว Leviathan netflix





